วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2552

บสย.โอ่เดินสายตลาดนัดเงินกู้ฯภาคอีสานสำเร็จ ลั่นเถ้าแก่ SMEs ร่วมกิจกรรมมากกว่า 6,000 ราย

ศูนย์ข่าวขอนแก่น- บสย.โอ่ผลจัดกิจกรรมโรดโชว์ "ตลาดนัดเงินกู้
กู้อย่างไรให้ได้เงิน" 9 เวที ครอบคลุม 19
จังหวัดภาคอีสานประสบผลสำเร็จเกินคาด ระบุเถ้าแก่ SMEs
เข้าร่วมงานมากกว่า 6,000 คน ทั้งที่ประเมินไว้แค่ 2,000 คน
เชื่อเป็นกลไกสำคัญ
ให้ผู้ประกอบการระดับฐานล่างเข้าถึงแหล่งเงินทุนเป็นรูปธรรม
มั่นใจกระตุ้นตัวเลข GDP ของประเทศปรับตัวดีขึ้น

วันนี้ (26 มิ.ย.) ธนาคารแห่งประเทศไทย
สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ร่วมกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จัดงาน
"ตลาดนัดเงินกู้ กู้อย่างไรให้ได้เงิน" โดยมีพยัต ชาญประเสริฐ
รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานเปิดงาน
พร้อมด้วยผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในจังหวัดขอนแก่นและจังหวัด
ใกล้เคียง เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง มากกว่า 600 คน ณ โรงแรมโฆษะ
อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น

รูปแบบการจัดงาน เป็นจัดสัมมนาให้ความรู้กับผู้ประกอบการรายย่อย
ผลักดันให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน ภายใต้รูปแบบตลาดนัดเงินกู้
โดยมีสถาบันการเงินชั้นนำกว่า 16 แห่ง อาทิ ธนาคารกรุงไทย,
ธนาคารไทยพาณิชย์, ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ฯลฯ
มาร่วมเปิดบูธให้คำปรึกษาทางการเงินแก่ผู้สนใจเป็นรายบุคคล
พร้อมรับคำขอกู้เงินจากผู้ประกอบการ SMEs ภายในงาน
พร้อมให้คำตอบเบื้องต้นในการขอกู้เงิน

โดยเฉพาะการชี้แจงหลักเกณฑ์และการปฏิบัติขอรับบริการค้ำประกันสิน
เชื่อจาก บสย. ตามโครงการ Portfolio Guarantee Scheme วงเงินค้ำประกัน
30,000 ล้านบาท และเป็นส่วนย่อยในโครงการไทยเข้มแข็งของรัฐบาลชุดนี้
เพื่อมุ่งฟื้นฟูเศรษฐกิจภายในประเทศให้สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้
ผลักดันตัวเลข GDP ให้ขยายตัวสูงขึ้น

นายสุรชัย ดนัยตั้งตระกูล รักษาการผู้จัดการทั่วไป
บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า ผล
การจัดงานเดินสาย ตลาดนัดเงินกู้ในพื้นที่ภาคอีสาน ทั้งสิ้น 9 เวที
ครอบคลุมทั้ง 19 จังหวัด ประสบผลสำเร็จน่าพอใจ
ต่อสร้างการรับรู้ถึงบริการประกันสินเชื่อของ บสย.
เพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม
เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างเป็นรูปธรรม

จากการประเมินเฉพาะการจัดเวทีตลาดนัดเงินกู้ ใน 8 เวทีที่ผ่านมา
ประกอบด้วย จังหวัดเลย อุดรธานี ชัยภูมิ นครราชสีมา สุรินทร์ อุบลราชธานี
สกลนคร และร้อยเอ็ด ประสบผลสำเร็จมาก มีผู้ประกอบการ SMEs
ในพื้นที่เข้าร่วมสัมมารวมแล้วมากกว่า 6,000 คน
สูงกว่าเป้าหมายที่ประเมินไว้ประมาณ 2,000 คนเท่านั้น เชื่อว่า
จะสร้างความตื่นตัวกับผู้ประกอบการ SMEs ต่อการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้

เบื้องต้นผู้ประกอบการ SMEs ที่เข้าร่วมกิจกรรมตลาดนัดเงินกู้
ได้มีการพบปะติดต่อกับสถาบันการเงินที่ร่วมเปิดบูธ
เป็นการกระจายโอกาสต่อการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้ผู้ประกอบการ SMEs
โดยเฉพาะกลุ่มที่ขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
ไม่เพียงพอต่อวงเงินขอสินเชื่อ สามารถเข้ามาใช้บริการของ
บสย.เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างเป็นรูปธรรม

คาดว่า ภายหลังจากเสร็จสิ้นการเดินสายจัดเวทีที่ภาคอีสานแล้ว
สถาบันการเงินทั้ง 16 แห่งที่เข้าร่วมกิจกรรมกับ
บสย.จะมีการส่งลูกค้าที่ติดต่อขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน
แต่ขาดหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือหลักทรัพย์ค้ำประกันไม่เพียงพอกับวงเงินกู้
ส่งเรื่องต่อมาใช้บริการ บสย.
ให้การติดต่อขอสินเชื่อของลูกค้าแต่ละรายประสบผลสำเร็จ

ล่า สุด ผลการดำเนินงานของ บสย.สามารถค้ำประกันสินเชื่อให้กับ
SMEs ทั้งประเทศได้แล้วกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งการจัดเงินสรรเงินกว่า
30,000 ล้านบาท ตามโครงการ Portfolio Guarantee Scheme
เป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้ตัวเลข GDP ของประเทศปรับตัวดีขึ้น
เพราะแหล่งเงินทุนจะสามารถเข้าถึงผู้ประกอบการระดับล่าง
บรรลุเป้าหมายฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศไทยตามโครงการไทยเข้มแข็ง
ที่รัฐบาลชุดปัจจุบันได้วางยุทธศาสตร์ไว้

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000072589

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2552

"ตึกคอมโฆษะขอนแก่น"จัด"มอเตอร์โชว์" ไม่เชื่อตลาดทรุดมั่นใจขายเกิน200คัน

ศูนย์ข่าวขอนแก่น-"ตึกคอมโฆษะ ขอนแก่น" จัดมอเตอร์โชว์ 2009
กระตุ้นตลาดรถยนต์เมืองหมอแคนให้คึกคัก ประสานดีลเลอร์รถยนต์ มากกว่า 10
ค่าย พร้อมผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ และสินค้าเกี่ยวเนื่อง ร่วมออกบูธ
ประธานชมรมผู้ค้ารถยนต์ ไม่เชื่อตลาดรถยนต์ทรุดหนัก
มั่นใจบริษัทแม่ต้องปรับกำลังผลิตรถเพิ่ม เชื่อยอดขายงานภายในงานพุ่งเกิน
200 คันแน่ ทั้งเตรียมจัดมอเตอร์โชว์อีกครั้งปลายปีนี้

เมื่อเร็วๆนี้ ศูนย์การค้าตึกคอมโฆษะ
ศูนย์การค้าสินค้าไอทีในจังหวัดขอนแก่น
ร่วมกับชมรมผู้ค้ารถยนต์จังหวัดขอนแก่น จัดงาน "ตึกคอม มอเตอร์โชว์ 2009"
โดยมีนายอนุกูล ตั้งคณานุกูลชัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น
และนายสมควร นกหงส์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทตึกคอมเอ็นอี จำกัด
พร้อมด้วยผู้บริหารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมในพิธีเปิดงาน ณ
เวทีกิจกรรมด้านใน ศูนย์การค้าตึกคอมโฆษะ อ.เมือง จ.ขอนแก่น

การจัดกิจกรรมตึกคอมมอเตอร์โชว์ 2009
เป็นการจัดกิจกรรมมอเตอร์โชว์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3
ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้ค้ารถยนต์ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น
เข้าร่วมกิจกรรมมากกว่า 10 ราย พร้อมด้วยผู้ค้ารถจักรยานยนต์
จากค่ายฮอนด้า และยามาฮ่า พร้อมอุปกรณ์ประดับยนต์ ร่วมออกบูธแสดงสินค้า ณ
ลานกิจกรรม และภายในศูนย์การค้าตึกคอมโฆษะขอนแก่น ระหว่างวันที่ 23-28
มิ.ย.นี้

สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ มีสถาบันการเงินจาก
ธนาคารเกียรตินาคิน เข้าร่วมออกบูธ
เพื่อให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์แก่ผู้บริโภคที่สนใจซื้อรถยนต์ภายใน
งานด้วย นำโปรโมชั่น ดาวน์น้อย ผ่อนนาน ดอกเบี้ยต่ำ
และอนุมัติสินเชื่อรวดเร็ว
ผู้ซื้อรถสามารถทราบผลการขอสินเชื่อเบื้องต้นได้ทันที
เป็นกลไกสำคัญต่อการผลักดันยอดขายรถยนต์ภายในงาน
ร่วมด้วยกิจกรรมสร้างสีสัน การประกวดพริตตี้ตึกคอม และสาวไคโยตี้
ตลอดระยะเวลาการจัดงาน

ด้าน นายสุรพล ทวีแสงสกุลไทย
ประธานชมรมผู้ค้ารถยนต์จังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่า
สถานการณ์ตลาดรถยนต์ในจังหวัดขอนแก่นและภาพรวมทั้งประเทศ ไม่ได้เลวร้าย
ตามที่มีคาดการณ์ว่า
ยอดขายรถยนต์จะทรุดตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจในประเทศชะลอตัว
โดยประมาณการยอดขายตกลงมากกว่า 30% นั้น
ทำให้บริษัทแม่ผู้ผลิตต้องลดกำลังผลิตรถยนต์ตามปัจจัยภาวะตลาดที่ไม่อำนวย

แต่ภาพรวมตลาดรถยนต์ที่ผ่านมาพบว่า
ยอดขายรถยนต์ไม่ได้ชะลอตัวตามที่คาดไว้ ตัวเลขยอดขายรถยนต์จากหลายค่าย
กลับไม่พอต่อความต้องการของผู้บริโภค เชื่อมั่นว่าบริษัทแม่ผู้ผลิต
น่าจะมีการทบทวน และปรับเพิ่มกำลังการผลิตรถยนต์
รองรับความต้องการรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นแน่

ส่วนการจัดงานตึกคอมมอเตอร์โชว์ 2009
น่าจะได้รับการตอบรับจากประชาชนและผู้สนใจเข้ามาเลือกซื้อรถยนต์ภายใน
งานอย่างคึกคัก โดยมีหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบด้านบวก
ทั้งประสิทธิภาพเครื่องยนต์ที่พัฒนาให้ประหยัดเชื้อเพลิงยิ่งขึ้น
อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำ ที่สำคัญภายในงานนี้มีธนาคารเกียรตินาคิน
มาให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อ ทำให้ง่ายต่อการตัดสินใจซื้อรถ คาดว่า
ยอดขายรถยนต์ภายในงานตึกคอมมอเตอร์โชว์ น่าจะมีตัวเลขยอดขายเกิน 200 คัน

ทั้ง นี้ ชมรมผู้ค้ารถยนต์จังหวัดขอนแก่น
มีเป้าหมายจัดกิจกรรมกระตุ้นตลาดรถยนต์อย่างต่อเนื่อง ช่วงปลายปีนี้
ชมรมผู้ค้ารถยนต์จังหวัดขอนแก่น เตรียมจัดงานมอเตอร์โชว์ ขึ้นอีกครั้ง
โดยจะประสานผู้จำหน่ายรถยนต์ทุกค่ายในพื้นที่ มาร่วมออกบูท ณ
บริเวณลานกิจกรรมหน้าห้างบิ๊กซี ขอนแก่น
คาดว่าจะได้รับความสนใจจากประชาชนและสร้างสีสันให้ตลาดรถยนต์ขอนแก่นในช่วง
ไฮซีซันได้อย่างคึกคัก


http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000072072

วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2552

โชวห่วยภูเวียงรวมพลังต้าน "เทสโก้ โลตัส" ลงนามครึ่งพันยื่นหนังสือยับยั้ง

ศูนย์ข่าวขอนแก่น - กระแสต้านเทสโก้ โลตัส ระอุที่ อ.ภูเวียง
หลังตัวแทนเทสโก้ โลตัส ยื่นขอปรับปรุงอาคารรองรับการเปิดห้างขนาดเล็ก
ในพื้นที่ไม่เกิน 300 ตารางเมตร ที่อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น
ล่าสุดจัดเวทีให้ความรู้ถึงผลกระทบจากห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ
พ่อค้ารายย่อย เชื่อกระทบกิจการโชวห่วยในเขตเทศบาลมากกว่า 200
ร้านค้าอาจถึงขั้นปิดกิจการ พร้อมแสดงจุดยืนร่วมลงนามกว่าครึ่งพัน
ยื่นหนังสือยับยั้งการเปิดเทสโก้ โลตัส ถึงนายอำเภอภูเวียง
และนายกเทศมนตรี

วันนี้ (24 มิ.ย.) กลุ่ม พ่อค้า-แม่ค้าในตลาดสดเทศบาลตำบลภูเวียง
พร้อมด้วยผู้ประกอบการค้าปลีกรายย่อยในเขตอำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น
ในนาม "ชมรมผู้ค้าปลีกและประกอบอาชีพอิสระอำเภอภูเวียง" สวมเสื้อสีชมพู
มากกว่า 200 คน จัดเวทีให้ความรู้ถึงผลกระทบจากการลงทุนของห้างค้าปลีกรายใหญ่
เทสโก้ โลตัส ที่เตรียมการเข้ามาลงทุนเปิดห้างโลตัสในพื้นที่ อ.ภูเวียง ณ
ลานตลาดสดเทศบาลตำบลภูเวียง อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น


การจัดเวทีดังกล่าว
มีตัวแทนกลุ่มผู้ประกอบการค้าปลีก-ค้าส่งจากพื้นที่ อ.พล อ.บ้านไผ่
อ.ชุมแพ มาให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการค้าปลีก-ค้าส่งในท้องถิ่นอ.ภูเวียง
โดยเฉพาะผู้ประกอบการจาก อ.พล
ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการลงทุนของห้างโลตัสใน อ.พล
ภายใต้รูปแบบตลาดโลตัส มาถ่ายทอดผลกระทบและปลุกจิตสำนึกให้ผู้ค้าใน
อ.ภูเวียง ร่วมกันต่อต้านการเข้ามาลงทุนเปิดห้างโลตัสอย่างเข้มแข็ง

ทั้งนี้ตาม ถนนสายหลักในพื้นที่ อ.ภูเวียง
ได้มีการเขียนป้ายคัดค้านการเปิดห้างเทสโก้ โลตัส ในอ.ภูเวียง
ติดตามถนนสายหลัก และหน้าร้านค้าต่างๆ ทั่วพื้นที่เขตเทศบาลตำบลภูเวียง
หลังจากที่มีตัวแทนของห้างเทสโก้ โลตัส
เข้ามายื่นขออนุญาตปรับปรุงพื้นที่อาคารพาณิชย์ รองรับการเปิดเทสโก้
โลตัส ในพื้นที่ขายไม่เกิน 300 ตารางเมตร กับเทศบาลตำบลภูเวียง
จึงเกิดกระแสคัดค้านจากร้านโชวห่วย ผู้ประกอบการรายย่อยขึ้น

นายพิชิต อัศวปรีดาวงศ์
เจ้าของกิจการร้านโชวห่วยในเขตเทศบาลตำบลภูเวียง เปิดเผยว่า
ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า เทสโก้ โลตัสจะเข้ามาเปิดห้าง ที่อ.ภูเวียง
ค่อนข้างแน่นอน โดยเช่าอาคารพาณิชย์ 4 คูหา ในเขตเทศบาลตำบลภูเวียง
พร้อมทั้งได้ยื่นเรื่องปรับปรุงอาคารดังกล่าว ต่อเทศบาลตำบลภูเวียงแล้ว
รองรับการขายสินค้าขนาดไม่เกิน 300 ตารางเมตร

ในส่วนผู้ประกอบการโชวห่วย และร้านค้าย่อยทั่วไปในพื้นที่
อ.ภูเวียง ไม่เห็นด้วยที่ห้างเทสโก้ โลตัส จะเข้ามาลงทุนเปิดโลตัส
ในอำเภอภูเวียง แม้ว่าจะเป็นการลดขนาดการลงทุนในพื้นที่ขายไม่เกิน 300
ตารางเมตรก็ตาม เพราะเชื่อว่าจะส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการรายย่อยในเขตอำเภอภูเวียงเป็นวง
กว้าง

เฉพาะร้านโชวห่วยซึ่งเป็นธุรกิจรับผลกระทบโดยตรงจากการลงทุนของเท
สโก้ โลตัส มีผู้ประกอบการร้านโชวห่วยเฉพาะในเขตเทศบาลตำบลภูเวียง
มากกว่า 200 ร้านค้า จะได้รับผลกระทบในระดับที่รุนแรง
จนถึงขั้นต้องปิดกิจการลงจำนวนมาก เป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
เพราะเทสโก้ โลตัส ได้เปรียบในทุกด้าน ทั้งอำนาจต่อรอง ต้นทุนสินค้า
การบริหารจัดการ และรูปแบบธุรกิจในสไตล์โมเดิร์นเทรด

โดยมีบทเรียนสำคัญจากการลงทุนของโลตัส เปิดสาขาหลักที่ จ.ขอนแก่น
และการเปิดตลาดโลตัสที่ อ.พล จ.ขอนแก่น
ส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการรายย่อยในท้องถิ่นเป็นวงกว้าง
โดยเฉพาะในเขตอ.พล ได้ทำลายกิจการผู้ค้ารายย่อยท้องถิ่น
ต้องล้มเลิกกิจการลงจำนวนมาก ดังนั้นผู้ประกอบการรายย่อยในอ.ภูเวียง
จะคัดค้านการลงทุนของโลตัสอย่างถึงที่สุด

ชาวภูเวียงกว่าครึ่งพันร่วมลงนามค้านโลตัส


ภายหลัง การจัดเวทีให้ความรู้ถึงผลกระทบจากห้างเทสโก้ โลตัสแล้ว
เวลาประมาณ 13.30 น. กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยในอ.ภูเวียง
ได้จัดขบวนรณรงค์ พร้อมกับทำหนังสือเปิดผนึก เพื่อยื่นต่อนายวิเชียร
บุญแลบ นายอำเภอภูเวียง และนายฉิน วรปัญญาสถิต
นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลภูเวียง เพื่อ คัดค้านการเปิดเทสโก้ โลตัส
ในอ.ภูเวียง โดยให้เหตุผลถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการค้าปลีกใน
อ.ภูเวียง ตลอดจนทำลายความสัมพันธ์อันดีงามของคนในพื้นที่ อ.ภูเวียง
พร้อมกับนำรายชื่อผู้คัดค้านมากกว่า 560
รายชื่อแนบท้ายพร้อมกับหนังสือคัดค้านดังกล่าว

ด้าน นายฉิน วรปัญญาสถิต นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลภูเวียง
กล่าวถึงการยื่นขออนุญาตปรับปรุงอาคาร เพื่อเปิดห้างโลตัสภูเวียงว่า
มีการยื่นปรับปรุงอาคารพาณิชย์รองรับการเปิดโลตัสที่ อ.ภูเวียงจริง
เป็นการยื่นปรับปรุงอาคารที่ถูกต้อง แต่เอกสารหลักฐานยังไม่ครบ
ทางเทศบาลตำบลภูเวียง จึงไม่ยังไม่เลขที่รับหนังสือ

ข่าวการลงทุนเปิดเทสโก้ โลตัส ใน อ.ภูเวียง
ยอมรับว่ามีความคิดเห็นแตกต่างออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายคัดค้าน
จากกลุ่มพ่อค้าและผู้ประกอบการรายย่อยใน อ.ภูเวียง
เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเทสโก้ โลตัส ส่วนอีกฝ่ายคือ
ประชาชนทั่วไป สนับสนุนให้เปิดโลตัส
เพราะต้องการให้เกิดการแข่งขันทางการค้าโดยเสรี
ต้องการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคในราคาถูก

ความคิดเห็นที่แตกแยกดังกล่าว
เทศบาลตำบลภูเวียงจะมีกระบวนการให้ความรู้
และทำความเข้าใจต่อประชาชนทั้งอำเภอภูเวียง ให้ประชาชนทุกกลุ่มใน
อ.ภูเวียง หันหน้าเข้าหากัน เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
เข้าใจถึงปัญหาความเดือดร้อนจากการลงทุน
และพยายามเข้าไปช่วยเหลือกลุ่มที่เดือดร้อน
ให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000071431

ชห่วยก็ต้องปรับปรุงตัวเองด้วย
เช่นไปซื้อเงาะที่โลตัสราคาก็พอๆกับในตลาดเผลอๆถูกกว่าอีก
แถมเลือกได้ตามใจชอบ ไม่ใช่ให้แม่ค้าหยิบให้
เวลาโชว์ก็เอาลูกสวยๆไว้ข้างนอก พอจะหยิบขายก็เอาลูกสวยๆ
2-3ลูกที่เหลือก็เอาลูกที่ไม่ค่อยดีใส่ปนลงไป
โลตัสไปเดินดูเฉยๆไม่ต้องซื้อก็ได้ไม่มีใครว่า เข้าก็ไหว้ออกก็ไหว้
พูดก็เพราะ ที่จอดรถก็สะดวก
สินค้าบางอย่างถ้าไม่ดีเอามาเปลี่ยนมาคืนได้อีกต่างหาก
ไม่ได้คาดหวังให้โชห่วยทำได้ขนาดนี้หรอกนะ เอาแค่ยิ้มแย้มแจ่มใส
ไม่เอาสินค้าหมดอายุมาขาย หรือไม่ก็มีบริการส่งถึงบ้าน
ดูตัวเองด้วย
--
เห็นว่าไม่อยากเอาเงินไปให้ต่างชาติ แล้วถ้าไม่ใช่Lotus
ที่เป็นของต่างชาติ แต่เป็นBig-C หล่ะ จะเปิดได้รึเปล่า

โชว์ห่วย
-กำหนดราคาตามใจฉัน
-บริการยอดแย่ ลองไปซื้อตอนละครมาสิ ยังกะจะไปขอมันกิน
-ฝุ่นเขลอะ ร้านเละ พื้นเน่า
-สามารถขายเหล้าได้ทั้งวัน ...ปิดร้านไปแล้ว หรือวันหยุดที่ห้ามขาย
มันยังสามารถแอบได้
-มาม่าซองแตกมั่ง ขนมปังหมดอายุมั่ง.. เลย์นี่บางทีนึกว่าเค้าออกใหม่ "เลย์ผง!!"
-แล้วลองนึกภาพปลากระป๋อง น้ำปลา น้ำตาล ในร้านโชว์ห่วยสิ อยากจะซื้อมากินมั๊ย
-พอประกาศขึ้นราคาอะไร ของมันจะหมดทันทีโดยไม่ทราบสาเหตุ บางที่ขึ้นก่อนซะอีก
-....ฯลฯ //
-เออใช่ ..แต่ก็มีเห็นดีอยู่อย่างนึงที่ บางร้านลูกสาวสวย

ถ้าโชว์ห่วยยังคงศักยภาพการบริการไว้สุดยอดแบบนี้ ไม่ต้อง Lotusหรอก 7-11
หรือ 108 น้าๆเค้าก็ตายแล้ว มองตัวเองกันมั่งเหอะ
แค่ ทำร้านให้สะอาด ถูกสุขอนามัย
บริการดีหน่อยยังไงคนไทยก็เค้าก็อุดหนุนคนไทยอยู่แล้ว
แถมยังผูกพันกันมานาน ถึงแพงกว่าบาทสองบาท ให้สุนัขกินยังเยอะกว่า ....
ว่าแล้วก็ "เฮียยยย ... ม่ามา2ซอง" (ปลายเดือนแว้ว-*-)
boochi
-+-
แน่ใจรึว่าเข้าก็ไหว้ออกก็ไหว้
ล่าสุดไปเที่ยวหัวหัวหิน เห็นด่าป้าแก่ๆคนนึงอ่ะ
ที่สำคัญป้าแก่ๆเขาก็คือลูกค้า และที่โลตัสฟอร์จูนแถวบ้านผม
บริการห่วยมาก พูดจาไม่ดีไม่ยิ้มแย้ม
รู้ว่ามันได้เงินเดือนกันแค่4-5พันบาทถ้าไม่เต็มใจเงินเดือนแบบนี้ไปทำ
7-11ผมว่าได้เยอะกว่า
เวลาไปซื้อของที่นั่นผมมักจะรีบกองๆของจ่ายเงินและรีบไปเลย
ยอมรับว่าของบางอย่างมันถูกจริง
ผมเอง
+-+-+
สนับสนุนให้เปิด เพราะมีมาตรฐาน ที่เน้นเลยคือความสะดาด สุขอนามัย
ตลาดท้องถิ่นทั่งประเทศยากที่จะพัฒนา เจ้าของตลาดเก็บตังค์อย่างเดียว
เหมือนกับตีหัวเข้าบ้าน ไหนจะค่าเช่า รายวัน รายเดือน รายปี
แต่ไม่เคยจะปรับปรุงให้น่าเข้าไปเดินซื้อ กลิ่นจากท่อน้ำ
ความสกปรกที่พ่อค้า แม่ค้าเองก่อให้เกิด 100 แม่ค้า 100 พ่อค้า 100
คนส่งสินค้า มันกี่ร้อยพ่อพันแม่แล้ว มีที่ชื่นชมก็ตลาดติดแอร์
นี้เยี่ยมเลย ถ้าเจ้าของตลาด แม่ค้า พ่อค้า ไม่ปรับปรุง แก้ไข
เพราะตลาดก็เหมือนบ้านของคุณๆท่านๆ คนซื้อก็เปรียบเสหมือนแขก
ก็ลองพิจารณาดู และนับวันเชื้อโรคยิ่งมีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ใครจะไปซื้อของที่ตลาดสภาพนั้น ขนาดห้างยักษ์ที่เปิดใหม่ที่พัทยา
ยังหง่อยช่วงนี้เมื่อเจอพิษหวัด2009
SPONSOR lotus
+/+/+/ เดี๋ยวนี้ร้านโชว์ห่วย ขายได้แค่บุหรี่ที่แกะซองออกมาขาย
ทีละ 10 บาท 20บาท กับน้ำอัดลมเปิดขวดใส่ถุงแล้ว
เมื่อก่อนพวกคุณเองก็ไม่ค่อยจะพึงสังวรกันซักเท่าไหร่นี่
ชอบขายของเกินราคา ข้างกระป๋อง เขียนราคามาตัวเบ้อเร่อ..
ดันขายแพงกว่าที่เขากำหนดมาตลอด
ห้างพวกนี้ได้เปรียบเป็นไหนๆ เพราะเค้าขายถูกกว่าราคา
ที่กำหนดมาในสินค้าบางตัว และไม่มีการขายเกินราคา
พวกคุณเองก็ไปซื้อของมาจากห้างเหล่านี้มาขายต่อให้พวกเราไม่ใช่เหรอ ?
มองอีกมุม ตามบ้านนอกทุ่งนาป่าเขา เขาไม่เอาโลตัสไปวางหรอก
ร้านตามชนบทได้แหล่งซื้อของราคาถูกในตัวเมืองเอาไว้ไปขาย
คนว่างงานนับพันในจังหวัด มีงานทำ ถึงแม้จะถูกเรียกว่าลูกจ้างฝรั่ง
เพราะเรียนมาแค่นี้ถ้าไม่มีทุนเปิดกิจการก็คงต้องเป็นลูกจ้างพวกเจ๊กขี้เหนียวให้เขาด่าฉอดๆๆๆอยู่ดี
พวกคุณมีสวนมีไร่มีสมบัติ
คุณไม่เข้าใจคนตกงานหรอกว่ามันเลวร้ายแค่ไหนเวลาไม่มีจะกิน
เปิดห้างมาทีนึง มีคนได้งานทำเป็นพันๆคน
ลองคิดดู
เอาใจเขามาใส่ใจเราซะบ้าง
+*+
พนักงานในห้างใหญ่ถูกเอาเปรียบมาก
ต้องทำงานเกินเวลา ห้างปิดก็ยังทำงานตลอด
เพื่อจัดเรียง ทั้งคืน
แสงไฟก็หลังห้างปิดก็น้อยวันหยุดก็ถูกบีบให้เลื่อนได้
ใช้สัญญารายปีไม่เป็นธรรม ทำมาหลายปีก็เท่านั้น
wut_jeam@yahoo.com
*+*+*
ผมว่าต้องละเอียดหน่อยนะครับ ทำไม 7-11 เปิดได้แต่เป็นโลตัสมีปัญหา
เราจะดูแลโดยที่ควบคุมการไหลมาของเงินลงทุนอย่างไร
เช่นถือว่ารายได้ของสาขาอื่นของเขาเป็นรายได้ทั้งหมดของเข้าต้องนำมาคิดภาษี
บำรุงท้องที่รวมก็ได้เพื่อให้รายย่อยได้เปรียบในการแข่งขัน
เคยมีโมเดลที่จะการทำการซื้อของผ่าน
กระทรวงพาณิชย์แต่โดนผู้มีอำนาจขัดเพราะ
เหมือนการจัดตั้งสหกรณ์ร้านค้าย่อยเพื่อต่อรองด้านราคากับผู้ผลิต
คนงง
////
ต้องยอมรับว่าเงินจำนวนมหาศาลที่ห้างนี้นำออกจากประเทศไทยแต่โทษเขาอย่าง
เดียวมันก็ไม่ถูกเพราะว่าพฤติกรรมของคนที่ชอบของถูกแต่ไม่มีคุณภาพและกลุ่ม
องค์กรส่วนท้องถิ่นด้วยที่ชอบมีอุดมการณ์แต่พอเงินมาแล้วตาไม่เห็นอนุมัติ
โดยไม่ยอมฟังเสียงและคนกลุ่มสุดท้ายคือคนกลุ่มที่ออกมาค้ดค้านและกลุ่มร้าย
โชว์ห่วยเองที่ควรมีการพัฒนาตัวเองควรยิดมั่นใสจริยธรรมอย่ามองเห็นแก่ได้
อย่างเดียวควรมองเห็นคนอื่นด้วยจึงจะทำให้ทุกที่ปราศจากห้างนี้
คน
///
ต้องทำประชาพิจารณ์

กับประชาชนผู้ได้ประโยชน์ครับ

ประชาชนที่จะไปซื้อขอ จับจ่ายใช้สอย

มีเยอะกว่า 500 ครอบครัวแน่นอน

ประชาธิปไตย
ยอมรับกันไหมล่ะ
ไทยแท้
///
จากแม่สายเข้าท่าขี้เหล็กไปเชียงตุง คิดถึงเมืองไทย

เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ไม่มีห้างต่างชาติมาแย่งอาชีพ คน

ในหมู่บ้านอยู่กันอย่างพอเพียงจริง ๆ ไม่ต้องแสแสร้ง

ไม่มีเซเว่น ทุกอย่างขายอาหาร น้ำ โชยห่วย ชาวบ้าน

พื้นที่ทั้งนั้น ไม่ต้องตกเป็นขี้ข้าทำงานแลกเศษเงินให้ฝรั่ง
คนไทยเสียรู้ฝรั่ง

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2552

"อีสานโพล"เผยชาวอีสานส่วนใหญ่หนุนหวยบนดินอ้างได้เงินแน่ไม่มีเบี้ยว

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 มิถุนายน 2552 15:20 น.
ศูนย์ข่าวขอนแก่น-"อี สานโพล"เผยผลสำรวจความเห็นต่อนโยบายหวยบนดิน
พบ ชาวอีสานส่วนใหญ่เห็นด้วยเพราะได้เงินแน่นอนไม่มีเบี้ยวเหมือนเจ้ามือหวยใต้
ดิน ขณะที่กว่าร้อยละ 50
แนะรัฐบาลนำรายได้จากการขายหวยช่วยอุดหนุนด้านการศึกษา
ขณะที่กลุ่มผู้ไม่เห็นด้วยระบุเป็นการมอมเมาประชาชน
ส่งเสริมให้ชาวบ้านเล่นการพนัน
ซึ่งรัฐบาล-ตำรวจต้องจัดการเด็ดขาดกับผู้ค้าหวยใต้ดินที่มีอยู่ทุกวันนี้ให้
ราบคาบ

ผศ.ดร.กัลปพฤกษ์ ผิวทองงาม
ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน (ECBER) คณะวิทยาการจัดการ
มหาวิทยาลัยขอนแก่น
เปิดเผยถึงผลวิจัย"อีสานโพล"ในประเด็นทัศนคติของคนอีสานต่อการออก"หวยบนดิน
"ของรัฐบาล ว่ากลุ่มผู้ให้สัมภาษณ์ ร้อยละ79.3
เห็นด้วยที่จะให้มีหวยบนดิน ขณะที่อีกร้อยละ 20 ไม่เห็นด้วย
โดยเหตุผลของกลุ่มที่เห็นด้วยระบุว่า เพราะมีเงินรางวัลที่ชัดเจน แน่นอน
ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ได้รางวัลหรือได้เงิน คิดเป็น ร้อยละ46.4
ของกลุ่มสำรวจที่เห็นด้วย เหตุผลรองลงมาอีกร้อยละ 43.6
อ้างว่ารัฐบาลจะได้มีรายได้เพิ่มขึ้น เพื่อนำไปใช้พัฒนาประเทศ

การสำรวจความเห็นต่อหวยบนดินครั้งนี้
ศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน ได้ สำรวจความเห็นจากกลุ่มตัวอย่าง คือ
ประชาชนทั่วไป ใน 19 จังหวัดของภาคอีสานจำนวน 640 กลุ่มตัวอย่าง
ระยะเวลาดำเนินการ 1 สัปดาห์ ในช่วงครึ่งเดือนหลังเดือนมิถุนายน 2552
โดยผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีอายุ 20 - 29 ปี มากที่สุด (36.3%)
การศึกษาระดับปริญญาตรี (46.2%) อาชีพรับราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ
(30.4%) พนักงานเอกชน/ลูกจ้าง (21.4%) ธุรกิจส่วนตัว (13.2%) เกษตรกรรม
(12.7%) โดยกลุ่มสำรวจส่วนใหญ่มีรายได้ระหว่าง 5,001 - 10,000 บาท

ต่อประเด็นคำถามที่ว่าเห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้หวยใต้ดินขึ้นมาอยู่บน
ดิน พบว่า กลุ่มผู้ให้สัมภาษณ์ เห็นด้วยมากถึง 79.3% และ ไม่เห็นด้วย
คิดเป็น 20.7%

เมื่อถามความคิดเห็นของผู้ให้สัมภาษณ์ว่าหวยบนดินควรมีการจำหน่าย
ด้วยวิธีใด ผู้ให้สัมภาษณ์ 53.1%
เห็นว่าควรซื้อกับตัวแทนโดยผู้ขายเป็นผู้เขียนตัวเลข นอกจากนั้นร้อยละ
21.7% ระบุว่า อยากซื้อกับตัวแทน โดยพิมพ์ขายเหมือนล๊อตเตอรี่
ที่เหลือบางส่วนร้อยละ 20.2
ต้องการซื้อผ่านเครื่องมืออิเล็กทรอนิส์โดยมีผู้ขายทำให้

จากนั้นเมื่อ ถามถึงเหตุผลว่า
อยากให้รัฐบาลนำรายได้จากการขายหวยไปพัฒนาประเทศในด้านใดมากที่สุดผู้ให้
สัมภาษณ์เห็นว่าควรนำไปพัฒนาด้านการศึกษาของประเทศมากที่สุด 51.6%
รองลงมาคือ ด้านเศรษฐกิจ 33.0% นอกจากนี้ยังมีด้าน คมนาคม ท่องเที่ยว
และเทคโนโลยี

กลุ่มค้านชี้หวยมอมเมาปชช.
แนะรัฐเพิ่มโทษจัดการเด็ดขาด

อย่างไรก็ตาม
สำหรับกลุ่มสำรวจที่ไม่เห็นด้วยกับการนำหวยใต้ดินขึ้นมาบนดิน ร้อยละ
47.9% ให้เหตุผลว่าไม่เห็นด้วยเพราะ เป็นการมอมเมาประชาชน
ทำให้ประชาชนเพ้อฝัน ไม่ขยันทำงาน รองลงมา 21.5%
เห็นว่าหวยบนดินเป็นการส่งเสริมการพนันในคนหมู่มาก และเห็นว่า
ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ ไม่ควรส่งเสริมอบายมุข ทำให้ภาพลักษณ์เสียหาย

เมื่อสอบถามความคิดเห็นว่ารัฐบาลควรมีมาตรการดำเนินการอย่างไร
ในการจัดการกับหวยใต้ดิน กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 45.5
เห็นว่าควรออกบทลงโทษที่ร้ายแรงกว่าเดิม ทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ มากที่สุด
ส่วนความคิดเห็นอื่นๆ 37.5% เห็นว่า ตำรวจต้องเอาจริงเอาจัง
เข้มงวดในการจับกุม นอกจากนั้นยังมีความคิดเห็นว่า
ต้องตั้งรางวัลนำจับให้ผู้แจ้งเบาะแสหวยใต้ดิน
และตั้งหน่วยพิเศษเพื่อทำหน้าที่ในการจัดการตามกฎหมาย

วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2552

นายกฯสั่งสอบเทศบาลเมืองพล สร้างตึกแถวติด ร.ร.-ดิ้นเปลี่ยนสีผังเมือง

ศูนย์ข่าวขอนแก่น -ชาว ชุมชนเทศบาลเมืองเมืองพล ใจชื้น
นายกฯอภิสิทธิ์ ส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีพิพาทโครงการสร้างอาคารพาณิชย์ให้เช่า
ของเทศบาล ในเขตสีเขียวมะกอกของโรงเรียนเทศบาลพลประชานุกุล เผย
ฝ่ายบริหารเทศบาล ดิ้น! หลังศาลปกครองสั่งระงับโครงการ
วิ่งเต้นเปลี่ยนสีในผังเมืองให้เป็นสีแดงเพื่อดันให้สร้างต่อได้
ขณะที่ชาวบ้านยันสู้ไม่ถอยเพื่อรักษาที่ดินโรงเรียนของชุมชน

จากกรณีที่ชาวบ้านในเขตเทศบาลเมืองพล อ.พล จ.ขอนแก่น
ที่รวมตัวในนามกลุ่มพลพิทักษ์ธรรมได้ร้องทุกข์ "มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน"
พร้อมกับเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ให้เช่า ขนาด 2
ชั้น 45 คูหา ซึ่งจะสร้างในเขตพื้นที่โรงเรียนเทศบาลพลประชานุกุล
ด้านที่ติดกับตลาดสดเทศบาลเมืองพลตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน 2550
โดยชาวบ้านกลุ่มนี้ไม่เห็นด้วยที่ฝ่ายบริหารเทศบาลเมืองพลจะนำพื้นที่
โรงเรียนไปแสวงผลประโยชน์ในเชิงพาณิชย์
อีกทั้งบริเวณดังกล่าวระบุในผังเมืองเป็นพื้นที่สีเขียวมะกอก
สงวนไว้สำหรับกิจกรรมทางการศึกษาเท่านั้น

ที่สำคัญ หวั่นว่า จะส่งผลกระทบต่อการเรียนของเยาวชน
โดยเฉพาะด้านเสียงและมลภาวะทางอากาศเพราะเป้าหมายผู้เช่าอาคารพาณิชย์ คือ
กลุ่มแม่ค้าพ่อค้าในตลาดสด
การต่อสู้ของชาวเทศบาลเมืองพลครั้งนี้ถึงขั้นยื่นฟ้องศาลปกครองจังหวัด

นายกฯรับลูกส่งทีมงานสอบข้อเท็จจริง

นายประสิทธิ์ พรหมนอกและนางผาสุข ปัญญา ตัวแทนชาวเทศบาลเมืองเมืองพล
กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ให้เช่าของเทศบาล
ซึ่งนำที่ดินโรงเรียนฝั่งที่ติดกับตลาดสดเทศบาลสร้างอาคาร

ล่าสุด นางผาสุข ปัญญา หนึ่งในกลุ่มพลพิทักษ์ธรรม อ.พล จ.ขอนแก่น
เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเคลื่อนไหวต่อสู้คัดค้านการก่อสร้างอาคารพาณิชย์
ของเทศบาลเมืองพลดังกล่าว ว่า เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
เจ้าหน้าที่จากสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้เดินทางมารับฟังข้อมูลทั้งฝ่าย
ประชาชน ที่คัดค้านโครงการ
และฝ่ายบริหารเทศบาลพลพร้อมกับลงพื้นที่สำรวจจุดก่อสร้าง
ถือเป็นความสำเร็จอีกก้าวหนึ่งของการต่อสู้ของภาคประชาชนที่ได้รับความสนใจ
จากภาครัฐ พวกตนยืนยันที่จะคัดค้านการก่อสร้างโครงการลงทุนนี้ให้ถึงที่สุดเพื่อปกป้อง
ผลประโยชน์ของนักเรียนและชุมชนส่วนรวม

นางผาสุข
กล่าวถึงการลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่จากสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีครั้งนี้
เป็นผลสืบเนื่องจากที่พวกตนได้ทำหนังสือถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นายกรัฐมนตรี เพื่อให้ช่วยเหลือสั่งระงับการขอเปลี่ยนแปลงพื้นที่บริเวณดังกล่าวที่กฎ
กระทรวงผังเมืองรวมเมืองพลกำหนดให้เป็นสีเขียวมะกอกให้เป็นพื้นที่สีแดง
ที่ดินประเภทพาณิชย์กรรม หากวิ่งเต้นเปลี่ยนสีในผังเมืองสำเร็จ
เทศบาลเมืองพลก็จะใช้เป็นข้ออ้างเดินหน้าลงทุนโครงการพาณิชย์ให้เช่าได้ต่อ

"พวกเราดีใจมากที่ท่าน นายกฯอภิสิทธิ์
เห็นความสำคัญของปัญหาสั่งให้หน่วยงานสำนักปลัดฯมาดูสภาพพื้นที่และรับฟัง
ข้อมูลของทั้งฝ่ายเราที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการและฝ่ายผู้บริหารเทศบาลฯเจ้า
ของโครงการ การต่อสู้ของพวกเราในเรื่องนี้ไม่ได้หวังผลประโยชน์ใดๆ
เราแค่ต้องการปกป้องพื้นที่ของโรงเรียนไม่ให้นักการเมืองท้องถิ่นนำไปก่อ
สร้างตึกอาคารเพียงแค่ข้ออ้างความเจริญเติบโตด้านวัตถุเท่านั้น"นางผาสุข
กล่าวและเล่าต่อว่า

นับว่าความยุติธรรมในแผ่นดินนี้
ยังมีอยู่เพราะหลังจากที่ตนกับพวกอีก 5 คน
ในนามกลุ่มพลพิทักษ์ธรรมได้ยื่นร้องต่อศาลปกครองขอนแก่นให้สั่งยกเลิก
โครงการดังกล่าวเมื่อปลายปี 50 ผลจากคำพิพากษาที่ศาลตัดสินเมื่อปลายปี 51
ได้มีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้างอาคารพาณิชย์ทั้ง 45 คูหา และสั่งให้
นายสุวัฒน์ อังสนันท์
นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองพลรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างอาคารที่พิพาทและปรับพื้นที่
โรงเรียนเทศบาลพลประชานุกุลให้กลับคืนสู่สภาพเดิม
อย่างไรก็ตามคดีนี้ยังไม่ถือว่าสิ้นสุด เพราะทางนายสุวัฒน์
ได้ยื่นอุทธรณ์


สำหรับเหตุผลที่ นายสุวัฒน์
ในฐานะนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองพลอ้างเพื่อลงทุนสร้างอาคารพาณิชย์นั้น
เขายืนยันว่าทุกขั้นตอนเป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย
สภาเทศบาลฯเห็นชอบให้ก่อสร้าง เพื่อพัฒนารายได้ของเทศบาลเมืองเมืองพล
มีวัตถุประสงค์ที่จะบำรุงและส่งเสริมการทำมาหากินของราษฎร

เทศบาลเมืองพลดิ้นเปลี่ยนสีในผังเมือง

สำหรับสถานที่ตั้งอาคารพาณิชย์เดิมเคยอยู่ในเขตห้ามก่อสร้างตาม
กฎหมาย ฉบับที่ 395(2541) ตาม พ.ร.บ.การผังเมือง พ.ศ.2518
ซึ่งกำหนดเป็นสีเขียวมะกอกที่ดินประเภทสถาบันการศึกษา
แต่กฎหมายดังกล่าวได้สิ้นสุดผลการบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม
2548และขณะดำเนินโครงการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ยังไม่มีการประกาศใช้บังคับกฎ
กระทรวงฉบับใหม่การใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว
จึงไม่มีข้อห้ามตามกฎหมายผังเมือง

นายสุวัฒน์ ยืนยันอีกว่า
ในประเด็นนี้ทางอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมืองได้ตอบข้อหารือมาว่า
เมื่อกฎกระทรวง ฉบับที่ 395 (2541)
ได้สิ้นสุดระยะเวลาการบังคับใช้เมื่อปี 2548 ดังนั้น
การใช้ประโยชน์ในที่ดินในขณะนี้จึงไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงดัง
กล่าว หนังสือตอบข้อหารือดังข้อความข้างต้นจึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เทศบาลเมือง
เมืองพลใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงเพื่อแสดงความชอบธรรมในการก่อสร้างอาคาร
พาณิชย์

อย่างไรก็ตาม ในหนังสือตอบข้อหารือฉบับเดียวกัน
ได้ระบุเพิ่มเติมว่าโครงการดังกล่าวจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายอื่นๆ
ที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายควบคุมอาคาร กฎหมายสิ่งแวดล้อม เป็นต้น


อาคารเรียน ของโรงเรียนเทศบาลพลประชานุกุล
และเสาโครงการก่อสร้างอาคารของเทศบาลเมืองพล ห่างกันราว 1 เมตร
ด้าน นายประสิทธิ์ พรหมนอก
หนึ่งในสมาชิกกลุ่มพลพิทักษ์ธรรมได้ตอบโต้ข้อกล่าวอ้างของฝ่ายบริหารเทศบาล
เมืองเมืองพลว่า จะอ้างการสิ้นสุดระยะเวลาบังคับใช้ของกฎกระทรวง ฉบับที่
395(2551)ไม่ได้ แม้จะอยู่ในช่วงที่รอการออกกฎกระทรวงใหม่
ใช่ว่าจะฉวยโอกาสดำเนินโครงการใดๆที่ผิดกฎหมายได้
ต้องดูกฎหมายแวดล้อมอื่นๆประกอบและที่สำคัญต้องดูความเหมาะสมตามหลักธรรมาภิ
บาลด้วย

นอกจากนี้ นายประสิทธิ์ ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า กรณีที่
นายสุวัฒน์ ชี้แจงเหตุผลที่ขอเปลี่ยนสีจากสีเขียวมะกอกเป็นสีแดงเพื่อสร้างอาคารพาณิชย์
ดังกล่าว เพื่อรองรับผู้เช่าอาศัยในอาคารหลังเก่า บริเวณตลาดสดเทศบาล
จำนวน 50 รายที่หมดสัญญาเช่าและเทศบาลฯจะทำการรื้อถอน
ถึงขั้นจะสร้างอาคารพาณิชย์ในโรงเรียนเพื่อรองรับ
มีประเด็นที่น่าสงสัยคือ

1.อาคารตลาดหลังเก่าที่สร้างมา 40 ปี เมื่อหมดสัญญาแล้ว
จำเป็นต้องทุบรื้อถอนและสร้างใหม่เท่านั้นหรือ

2.จากการประกาศขายสิทธิ์อาคารพาณิชย์หลังใหม่ในบริเวณโรงเรียนแก่
บุคคลทั่วไป ไม่ใช่มุ่งรองรับผู้หมดสัญญาจากอาคารหลังเก่า
ซึ่งทำให้ผู้หมดสัญญาไม่สามารถแบกรับราคาที่ประกาศขายสิทธิ์ได้
เพราะมีราคาค่อนข้างสูง
และที่สำคัญไม่เห็นด้วยกับการสร้างอาคารพาณิชย์ในพื้นที่ของโรงเรียน
เป็นการเบียดบังพื้นที่ของโรงเรียน
ควรเป็นพื้นที่เพื่อใช้ประโยชน์ต่อการส่งเสริมการศึกษาเท่านั้น


รวมทั้งเห็นว่า นักเรียนจะได้รับผลกระทบจากมลพิษทางกลิ่น เสียง
การบดบังแสง-ลม เพราะตามข้อเท็จจริง
จะสังเกตได้จากภาพถ่ายเสาเข็มอาคารพาณิชย์ผนวกกับแบบแปลนที่ประกาศขาย
จะเห็นได้ว่าหากวัดจากแนวดิ่งของชายคาของอาคารเรียนจะห่างกันเพียง 1
เมตรเท่านั้น

ดังนั้น ด้วยเหตุผลที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการสร้างอาคารพาณิชย์ของเทศบาลเมือเมืองพล
ต่างๆครั้งนี้ จึงต้องการให้มีการพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อพิจารระงับการเปลี่ยนแปลง
สีการใช้ประโยชน์ในที่ดินบริเวณดังกล่าวจากสีเขียวมะกอกเพื่อสถาบันการศึกษา
เป็นสีแดงเพื่อการพาณิชย์

รายงานข่าวแจ้งว่า
ภายหลังเจ้าหน้าที่จากสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้ลงสำรวจข้อเท็จจริงใน
พื้นที่และรับฟังข้อมูลจากตัวแทนทั้ง 2 ฝ่าย คือ
ผู้ร้องคัดค้านโครงการฯกับเจ้าของโครงการคือฝ่ายบริหารเทศบาลเมืองเมืองพล
แล้ว ได้กล่าวย้ำว่า ณ
ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปความเห็นใดๆได้เพราะกรณีพิพาทโครงการนี้กำลังอยู่ใน
กระบวนการพิจารณาคดีของศาล คดียังไม่สิ้นสุด ไม่สามารถก้าวล้ำอำนาจศาลได้
แต่ข้อมูลที่ได้รับฟังจากทั้ง
2ฝ่ายจะนำไปประมวลเพื่อเสนอขอความเห็นจากผู้บังคับบัญชาต่อไป


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000067029

วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2552

โจ๋ขอนแก่นเหิม! รุมตึ้บ ตร.ทางหลวงปลดทรัพย์

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 12 มิถุนายน 2552 11:51 น.
ศูนย์ข่าวขอนแก่น - โจ๋ขอนแก่นกระหน่ำตีตำรวจทางหลวง
พ่อนักข่าวขอนแก่น หลังออกเวรสายตรวจประจำวัน ขณะขับ จยย.กลับบ้าน
ชิงทรัพย์นาฬิกา แหวน และเงินสดหลบหนี

ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่า วานนี้ (11 มิ.ย.) ด.ต.จำลอง นาทันริ
ผบ.หมู่ฝ่ายปฏิบัติการ ส.ทล.2 กก.4 บก.ประจำจังหวัดขอนแก่น
เข้าแจ้งความต่อ พ.ต.อ.สุจินต์ นิจพานิชย์ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น
หลังถูกกลุ่มวัยรุ่น 4 คน
ที่ตั้งวงสุราอยู่ริมถนนสายเลี่ยงเมือง-อุดรธานี เส้นทางลัดตัดผ่านเข้า
บ.โนนเรือง-บ.โคกสี รอยต่อ ต.บ้านค้อ และ ต.สำราญ
ใช้เท้าถีบรถจักรยายนต์จนล้มก่อนที่จะใช้เท้าเหยียบเข้าที่หน้าอกและรุมซ้อม
เพื่อหวังปล้นทรัพย์

ด.ต.จำลอง เล่าว่า หลังจากออกเวรสายตรวจและสิบเวรประจำวัน
ในช่วงเย็นของวันที่ 7 มิ.ย. ที่ผ่านมา ขณะกำลังขับรถจักรยานยนต์ซูซูกิ
รุ่นแสมช สีแดง หมายเลขทะเบียน กบธ-334 ขอนแก่น
ซึ่งแต่งเครื่องแบบครึ่งท่อน
โดยมีกระเป๋าสะพายที่มีอาวุธปืนของทางราชการติดตัวไปด้วย
ในขณะที่ขับรถอยู่พบเห็นกลุ่มวัยรุ่นที่ตั้งวงดื่มสุราอยู่ริมถนนสายดัง
กล่าวหน้าโรงเรียนบ้านโคกสี ต.สำราญ

จากนั้นกลุ่มวัยรุ่นทั้ง 4
คนได้เดินออกมายืนขวางถนนก่อนที่จะใช้เท้าถีบรถจักรยานยนต์ของตนจนล้มลง
แล้วกลุ่มวัยรุ่นทั้ง 4
คนก็วิ่งเข้ามารุมทำร้ายร่างกายโดยตนไม่ทันตั้งตัว

ทั้งนี้ ตนได้บอกกับกลุ่มวัยรุ่นทั้ง 4 คนว่าเป็นตำรวจ
แต่กลุ่มวัยรุ่นไม่เชื่อ
พร้อมทั้งรุมซ้อมก่อนที่จะยกมือไหว้เพื่อร้องขอชีวิต
กลุ่มวัยรุ่นทั้งหมดจึงถอดเอานาฬิกาโรเล็กซ์ 1 เรือน แหวนทองคำ
และเงินสดจำนวนหนึ่งก่อนที่จะหลบหนีไป

จากนั้นจึงขับรถจักรยายนต์เพื่อกลับบ้าน
แต่กลุ่มวัยรุ่นทั้งหมดยังตามราวีไม่เลิกขับรถจักรยายนต์ไล่ตามก่อนถึงทาง
เข้าหมู่บ้านโนนแต้ ต.สำราญ เพียง 1 กม.
กลุ่มวัยรุ่นที่ขับรถจักรยานยนต์ตามมาได้ก่อนใช้ไม้หน้าสามฟาดเข้าที่บริเวณ
กลางหลัง ทำให้เสียหลักรถล้มลงอีกครั้ง
แล้วกลุ่มวัยรุ่นก็ลงจากรถกระหน่ำตีแบบไม่ยั้งจนสลบคารถจักรยายนต์
เมื่อฟื้นขึ้นมาก็พยายามที่จะตั้งสติแล้วขับรถจักรยายนต์กลับบ้านเพื่อให้
ญาตินำส่งโรงพยาบาลขอนแก่น

"เส้นทางสายดังกล่าวเป็นเส้นทางที่มีผู้คนสัญจรไปมามาก
แต่ในวันที่เกิดเหตุไม่มีรถขับผ่านมา
ทำให้กลุ่มวัยรุ่นเหิมเกริมลงมือกับผมอย่างไม่ยั้ง ทั้งๆ
ที่ผมบอกไปแล้วว่าเป็นตำรวจทางหลวง และมีบ้านพักในเขตตำบลสำราญ
และสนิทสนมกับผู้นำชุมชนแถวนี้เป็นอย่างดี แต่กลุ่มวัยรุ่นก็ไม่สนใจ"

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นถือว่าเป็นการกระทำที่อุกอาจมาก
และเป็นช่วงเวลาเย็นหลังเลิกงานซึ่งถ้าเกิดกับประชาชนคงจะเป็นอย่างไร
อีกทั้งการกลับมารุมทำร้ายร่างกาย
เนื่องจากลุ่มวัยรุ่นทั้งหมดที่เชื่อว่าเมื่อเปิดดูในกระเป๋าสตางค์และพบ
บัตรประจำตัวข้าราชการตำรวจสังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง
จึงเชื่อใจว่าเป็นตำรวจจึงหมายที่จะเอาชีวิตเพื่อปิดบังคดี
โดยกระหน่ำตีตามร่างกายจนมึนไปหมด ก่อนที่จะปล้นทรัพย์เอานาฬิกา
แหวนทองคำและเงินสด

สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นตนอยากให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งติดตามตัว
คนร้า มาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็วที่สุด
เพราะเกรงว่ากลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวจะไปสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนคนอื่น

ด้าน พ.ต.อ.สุจินต์ นิจพานิชย์ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่นกล่าวว่า
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นคดีอุจฉกรรณ์
เกิดขึ้นเองกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ซึ่งได้มอบหมายให้งานป้องกันและปราบปรามและงานสืบสวนสอบสวนลงพื้นที่สืบสวน
หาข่าว และเร่งจับกุมวัยรุ่นที่ร่วมขบวนการทั้งหมดมาอย่างเต็มที่
ซึ่งขณะนี้ได้เบาะแสว่าเป็นวัยรุ่นใน พื้นที่ บ.โคกสี ต.สำราญ
และหมู่บ้านใกล้เคียงซึ่งหลังเกิดเหตุยังคงหลบซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่
ทำให้ต้องระดมกำลังตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบเร่งติดตามจับกุม
และจากการสอบปากคำผู้เสียหายที่ให้การที่เป็นเบาะแสได้มาก
จึงทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่ง่ายขึ้นในระดับหนึ่ง
ซึ่งมั่นใจว่าจะสามารถติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายได้โดยเร็ว
อีกทั้งเรื่องดังกล่าวนี้อยู่ในความสนใจของผู้บังคับบัญชาในระดับกอง
บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และตำรวจภูธรภาค 4

เอ.อาร์.ฯจัด "คอมมาร์ตครั้งที่ 3" เชื่อตลาดไอทีขอนแก่นปีนี้โต 10%

ศูนย์ข่าวขอนแก่น -เอ.อาร์.อินฟอร์เม ชั่น
ย้ำความสำเร็จปลุกตลาดคอมพิวเตอร์ขอนแก่น จัด "คอมมาร์ต อีสาน 2009"
นำสินค้าไอทีชั้นนำ อัปเดตเทคโนโลยีถึงพื้นที่เมืองหมอแคน
คาดตลอดระยะเวลา 4 วัน จัดงาน มีผู้เข้าร่วมงานคึกคัก
ภายใต้คอนเซ็ปต์นำความคุ้มค่าถึงอีสาน เชื่อตลาดสินค้าไอที จ.ขอนแก่น
ยังไม่อิ่มตัว มั่นใจขยายตัวไม่ต่ำกว่า 10% แม้เศรษฐกิจไม่อำนวย
โอ่ความก้าวหน้าเทคโนโลยีไอทีที่รวดเร็ว มุ่งสนองความต้องการผู้บริโภค
ขณะที่ราคาต่ำลง กระตุ้นยอดขายได้แน่ ชี้ สินค้าโน๊ตบุ๊คยังมาแรง
เป็นสินค้าธงในงาน

วันนี้ (11 มิ.ย.) บริษัท เอ.อาร์.อินฟอร์เมชั่น แอนด์ พับลิเคชัน
จำกัด ร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดแถลงข่าวพร้อมเปิดงาน "คอมมาร์ต
อีสาน 2009" งานแสดงสินค้าไอที/คอมพิวเตอร์
และกิจกรรมเวิร์กชอปให้ความรู้ทางด้านไอทีที่น่าสนใจ
โดยมีผู้ผลิตสินค้าไอทีชั้นนำจากส่วนกลางและในพื้นที่
ร่วมออกบูธแสดงสินค้าภายในงาน มากกว่า 70 ราย ณ
ศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยขอนแก่น

นายชาคริต วงศ์แก้ว รองผู้จัดการทั่วไป บริษัท
เอ.อาร์.อินฟอร์เมชั่น แอนด์ พับลิเคชัน จำกัด
ในฐานะผู้อำนวยการจัดงานคอมมาร์ตอีสาน 2009 เปิดเผยว่า
บริษัทเชื่อมั่นในศักยภาพจังหวัดขอนแก่น เมืองศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจ
การศึกษา และเมืองหลวงทางด้านไอซีที
ที่มีหน่วยงานด้านไอซีทีตั้งอยู่หลายแห่ง ทั้ง อีสานซอฟต์แวร์ปาร์ก,
ซิป้า จึงเลือกจัดคอมมาร์ต งานแสดงสินค้าไอทีชั้นนำขึ้นที่จังหวัดขอนแก่น

งานคอมมาร์ตอีสาน 2009 ครั้งนี้จัดขึ้นระหว่าง 11-14 มิถุนายน
2552 บริษัทประสานดึงผู้ผลิตแบรนด์สินค้าไอทีชั้นนำ อาทิ เอเซอร์,
อินเทล, โตชิบา ฯลฯ พร้อมด้วยผู้จำหน่ายคอมพิวเตอร์ในพื้นที่
มาร่วมออกบูธ บนพื้นที่กว่า 3,500 ตารางเมตร
นำผลิตภัณฑ์ไอทีล่าสุดที่ยังไม่เคยเปิดตัวมาก่อน อาทิ Electronic Drum
Kit Shirt, Retro MP3 Alarm Clock, Aromatherapy Oil Burner USB
และสินค้าไอทีเปิดตัวพร้อมกรุงเทพฯ
ภายใต้ราคาและโปรโมชันที่ง่ายต่อการตัดสินซื้อ

ภาพรวมตลาดคอมพิวเตอร์และสินค้าไอที ปี 2009 นี้
แม้ภาวะเศรษฐกิจประเทศจะทรุดตัวตามปัญหาเศรษฐกิจโลก
แต่ตลาดสินค้าไอทีกลับมีลู่ทางในการขยายตัวไปได้อย่างต่อเนื่อง
เนื่องจากพัฒนาการด้านเทคโนโลยีไอที ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
มุ่งสนองความต้องการใช้งานผู้บริโภคเป็นหลัก จากเดิมใช้เวลา 3-6 ปี
จึงเปลี่ยนรุ่นครั้ง แต่ปัจจุบันเพียงแค่ 3-6 เดือนเท่านั้น
ผลิตภัณฑ์ไอทีหลายๆ ชนิดก็เปลี่ยนรุ่นแล้ว

"การบริโภคสินค้าไอที จะมุ่งไปที่อารมณ์ความรู้สึกมากกว่า
ขณะเดียวกันการพัฒนาไอที ก็สามารถสนองความต้องการใช้งานมากขึ้นเช่นกัน
ภายใต้ราคาผลิตภัณฑ์ที่ต่ำลง การซื้อผลิตภัณฑ์ไอทีจึงเกิดความคุ้มค่าเงิน
มากกว่าการซื้อสินค้าชนิดอื่นๆ
สอดคล้องกับเงื่อนไขการใช้เงินในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน
ผู้บริโภคมุ่งให้ความสำคัญความคุ้มค่าเงิน ก่อนตัดสินใจซื้อสินค้า"
นายชาคริต กล่าวและว่า

กรณีตัวอย่าง คือ การจัดงานคอมมาร์ตที่กรุงเทพฯ ในปี 2552 นี้
จากการประเมินเบื้องต้น
เชื่อว่ายอดขายสินค้าไอทีภายในงานคอมมาร์ตน่าจะลดลงตามภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
แต่ผลที่ปรากฎออกมา พบว่า ยอดขายสินค้าไอทีภายในงานกลับเติบโตขึ้นจากปี
2551สวนกระแสเศรษฐกิจ โดยมียอดขายรวมมากกว่า 3,500 ล้านบาท ชี้วัดได้ว่า
ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวไม่ส่งผลกระทบกับความต้องการสินค้าไอทีแต่อย่างใด

นายชาคริต กล่าวต่อว่า การจัดงานคอมมาร์ตในจังหวัดขอนแก่น
ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้ว
ซึ่งตอกย้ำความสำเร็จจัดงานแสดงสินค้าไอทีใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน
โดยบริษัทต้องการนำเสนอความคุ้มค่าต่อการเลือกซื้อสินค้าไอทีให้ชาวจังหวัด
ขอนแก่นและจังหวัดใกล้เคียง
ผลิตภัณฑ์ที่นำมาจำหน่ายเป็นราคาเดียวกับกรุงเทพฯ
แต่คืนกำไรให้ผู้ซื้อจากสิทธิพิเศษต่างๆ ทั้ง
ราคาและโปรโมชันจากผู้ผลิตภายในงานด้วย เชื่อมั่นว่า ตลอดระยะเวลา 4
วันจัดงานจะมีประชาชนเข้ามาชมและเลือกซื้อสินค้าไอทีอย่างคึกคัก

ที่ผ่านมา การจัดงานคอมมาร์ตอีสาน 2008 เมื่อปี 2551
ของบริษัทประสบผลสำเร็จน่าพอใจมาก แม้สัดส่วนยอดขายสินค้าไอที
จะมีสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับงานคอมมาร์ตที่จัดในกรุงเทพฯ
แต่ในแง่การรับรู้ของชาวจังหวัดขอนแก่นและจังหวัดใกล้เคียง
ถึงงานคอมมาร์ตอีสาน ว่าเป็นงานแสดงสินค้าไอทีขนาดใหญ่
คุ้มค่าต่อการเลือกซื้อสินค้าไอที
และที่สำคัญปลุกกระแสให้ตลาดสินค้าไอทีกับผู้ประกอบการมีความคึกคักมากขึ้น
เช่นกัน

บริษัทเชื่อมั่นว่า ยอดขายสินค้าไอทีภายในงานคอมมาร์ตอีสาน 2009
ที่จังหวัดขอนแก่น
น่าจะมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นจากยอดขายเมื่อปีที่ผ่านมาแน่นอน
โดยผลิตภัณฑ์ที่เชื่อว่าจะได้รับความสนใจสูงสุด คือ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก
ที่ผู้ผลิตจากทุกค่ายนำผลิตภัณฑ์ล่าสุดมาแสดงไว้ในงาน ด้วยราคาต่ำลง
แต่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทั้งได้รับโปรโมชันที่ดี ขณะที่ผู้บริโภคเอง
ก็มีสถิติเปลี่ยนมาใช้งานโน๊ตบุ๊คเติบโตแบบก้าวกระโดด
ทั้งจากกลุ่มทดแทนการใช้คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ และกลุ่มใหม่ๆ

นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์ External Harddish
ที่พัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ ให้สามารถจัดเก็บข้อมูลได้มากขึ้น
พร้อมด้วยเทคโนโลยีการปกป้องข้อมูลส่วนตัว และมีราคาที่ต่ำลงมาก รวมถึงจอ
LCD หลากหลายขนาดจากหลายค่าย
น่าจะเป็นสินค้าไอทีอีกชนิดที่คุ้มค่าและได้รับความสนใจ