วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

สปสช.ขอนแก่นดันเปิดคลินิกโรคหืดในโรงพยาบาลระดับตำบล

ศูนย์ข่าวขอนแก่น- ห่วงสถานการณ์ผู้ป่วยโรคหืด มีแนวโน้มสูงขึ้น ด้าน
สปสช.ขอนแก่น วางมาตรการรักษาโรคหืดในเชิงรุก ดันโรงพยาบาลระดับตำบล
เปิดคลินิกโรคหืดในกลุ่มจังหวัดร้อยแก่นมหากาฬ
หวังใช้กำกับดูแลผู้ป่วยในพื้นที่ เผย หากมีการรักษาอย่างทันท่วงที
ลดอัตราการเสียชีวิตได้

วันนี้ (24 ก.ค.) ที่โรงแรมขอนแก่นโฮเต็ล
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สาขาเขตพื้นที่ขอนแก่น หรือ
สปสช.ขอนแก่น จัดอบรมเจ้าหน้าที่
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในโครงการพัฒนาคุณภาพการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคหืดใน
พื้นที่รับผิดชอบร้อยแก่มหากาฬ ประกอบไปด้วยจังหวัดร้อยเอ็ด ขอนแก่น
มหาสารคาม และ จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยมีเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล
และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่เข้ารับการอบรมกว่า 200 คน

รศ.นพ.วัชรา บุญสวัสดิ์ รองคณะบดีฝ่ายวิจัย คณะแพทยศาสตร์
มหาวิทยาลัยขอนแก่น
เปิดเผยถึงตัวเลขผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเนื่องจากโรคหอบหืดใน
ปี พ.ศ.2538 มีจำนวน 66,679 คน และเพิ่มเป็น 102,245 คน ในปี พ.ศ.2545
ส่วนสถิติผู้เสียชีวิตด้วยโรคหอบหืดในปี พ.ศ.2540 จำนวน 806 คน และในปี
พ.ศ.2546 เพิ่มขึ้นเป็น 1,697 คน
และคาดว่าจะมีผู้ป่วยที่มีอาการหอบหืดรุนแรง
จนต้องเข้ารับการรักษาที่ห้องฉุกเฉินไม่ต่ำกว่าปีละ 1 ล้านคน

"จำนวนผู้ป่วยมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทุกปี
และเป็นโรคเรื้อรังที่กระทบกับผู้ป่วยสูง
ไม่สามารถทำกิจกรรมได้เช่นคนปกติ
และทำให้ในแต่ละปีมีผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากโรคดังกล่าวเป็นจำนวนมาก"
รศ.นพ.วัชรา กล่าว และว่า

โรคหืดในประเทศไทยเพิ่งจะได้รับความสนใจจากแพทย์เมื่อไม่นานมานี้
เนื่องจากว่ามีผู้ป่วยโรคหืดที่มีอาการรุนแรงจนต้องเข้ารับการรักษาที่ห้อง
ฉุกเฉินหรือเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้นในหลายๆ
ประเทศ

ด้าน นพ.ดุสิต ขำชัยภูมิ
รองผู้อำนวยการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 7 ขอนแก่น
เปิดเผยว่า สถานการณ์โรคหอบหืดในปัจจุบันน่าเป็นห่วง เนื่องจากว่า
สถานพยาบาลที่ให้บริการไม่เพียงพอ
จึงทำให้ผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่ไกลจากภูมิลำเนา
ทำให้ลำบากในการเดินทาง ทางสปสช.เขต 7 ขอนแก่น จึงผลักดันให้เกิดคลินิก
โรคหอบหืดประจำตำบล ในเขตพื้นที่รับผิดชอบทั้ง 4 จังหวัด
และจากที่ได้ดำเนินการมาก่อนหน้านี้ ถือว่าประสบผลสำเร็จ

"สปสช.ขอนแก่น
ได้ดำเนินการเปิดคลินิกประจำตำบลในกลุ่มจังหวัดที่รับผิดชอบ
ขณะนี้สามารถลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยที่เป็นโรคหืดอย่างรุนแรงลงได้
แต่ต่อไปจะมีการเปิดคลินิคโรคหืดประจำตำบลให้ครอบคลุมทุกพื้นที่โดยทาง
สปสช.เขต 7 ขอนแก่น จะเป็นผู้สนับสนุน" นพ.ดุสิต กล่าวและว่า

หาก ผู้ป่วยมีการรักษาที่ทันท่วงทีและปฏิบัติตามแพทย์ที่คอยให้คำแนะนำ
ผู้ป่วยจะสามารถดำรงชีวิตได้เหมือนกับคนปกติทั่วไป
แต่จะต้องระมัดระวังเรื่องฝุ่น
เพราะโรคดังกล่าวนอกจากเกิดจากกรรมพันธุ์แล้ว การอยู่ในที่อากาศไม่ถ่ายเท
รวมสถานที่ที่มีฝุ่นมาก ก็อาจเป็นสาเหตให้เกิดโรคได้

สำหรับผลการดำเนินการพบว่ามีโรงพยาบาล 98 แห่ง
สามารถจัดตั้งคลินิกโรคหืดแบบง่ายได้ มีโรงพยาบาล 65 แห่ง
มีการลงข้อมูลในฐานข้อมูลและโรงพยาบาล 33 แห่ง
มีการดำเนินการแต่ไม่ได้ลงในฐานข้อมูล และในปี พ.ศ.2551
มีผู้ป่วยที่ถูกขึ้นทะเบียนใน 4 จังหวัดร้อยแก่นมหากาฬ 4,815 คน
และมีผู้ป่วยที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาล 25,567 ครั้ง

ผู้ป่วยหวัดใหญ่ขอนแก่น 13 รายยังอยู่โรงพยาบาล ชี้หน้าฝน-หนาวเสี่ยงติดเชื้อสูง

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 กรกฎาคม 2552 10:02 น.
ศูนย์ข่าวขอนแก่น-
สสจ.ขอนแก่นระบุตัวเลขสะสมผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่เมืองหมอแคน
165 ราย แต่เหลือแค่ 13 รายที่รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล
เผยชาวขอนแก่นตื่นตัวป้องกันหวัดใหญ่กันมากขึ้น
เห็นได้จากการสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออกนอกบ้าน
ชี้ต้องดูแลสุขภาพให้แข็งแร็งสม่ำเสมอ
เพราะหน้าฝนถึงหน้าหนาวอัตราการแพร่เชื้อสูงมาก

นายวิทิต สฤษฏีชัยกุล
รักษาราชการแทนนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น เปิดเผยถึง สถานการณ์
โรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ในจังหวัดขอนแก่น ล่าสุดข้อมูล ณ วันที่ 22
ก.ค. 52ที่ผ่านมาว่า พบผู้ป่วยยืนยันติเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่
2009 จำนวนสะสมทั้งสิ้น 165 ราย
เป็นผู้ป่วยที่มีภูมิลำเนาในจังหวัดขอนแก่น 132 ราย
ที่เหลือเป็นผู้ป่วยจากต่างจังหวัด ในจำนวนนี้รักษาหายแล้ว 152 ราย
ยังคงรักษาอยู่ในโรงพยาบาลจำนวน 13 ราย แต่อาการทั่วไปดีขึ้น

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น
โดยคณะกรรมการอำนวยการป้องกันควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่ จังหวัดขอนแก่น
ซึ่งประกอบด้วย ผู้บริหารด้านสาธารณสุข แพทย์ พยาบาล นักวิชาการสาธารณสุข
จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น โรงพยาบาลศรีนครินทร์
โรงพยาบาลค่ายศรีพัชรินทร์ และโรงพยาบาลเอกชนทุกแห่งในจังหวัดขอนแก่น
ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการประชุมประเมินผลมาตรการการดำเนินงาน
ทั้งด้านการรักษาพยาบาล การป้องกันและควบคุมโรค
การประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ประชาชน เป็นระยะทุกสัปดาห์
พบว่าขณะนี้ชาวขอนแก่นมีความตื่นตัวในการป้องกันตนเองและคนในครอบครัวมาก
ขึ้น

สังเกต จากมีการสวมหน้ากากอนามัยเมื่อป่วยเป็นหวัด ไอจาม
หรือเข้าไปในที่ชุมชนแออัดกัน มีการจัดจุดล้างมือด้วยน้ำและสบู่
การให้บริการเจลแอลกอฮอล์ล้างมือตามโรงเรียน และสถานประกอบการต่างๆ


นายแพทย์วิทิตกล่าวต่อว่า
เนื่องจากโรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส
ซึ่งเจริญเติบโตได้ดีในช่วงฤดูฝนจนถึงฤดูหนาว
จึงขอให้ประชาชนปฏิบัติตนอย่างต่อเนื่องจนเป็นนิสัย เรื่อง
การกินอาหารสุกร้อน ใช้ช้อนกลาง ล้างมือบ่อยๆ
และสวมหน้ากากอนามัยเมือไอจาม
หมั่นดูแลรักษาร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ

โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้ที่มีโรคเรื้อรัง
หากเริ่มป่วยมีไข้ควรหยุดเรียน หยุดงาน พักผ่อนรักษาตัวจนกว่าจะหายป่วย
อาการไม่ดีขึ้นต้องรีบพาไปพบแพทย์ทันที
และขอประชาสัมพันธ์ขอบคุณไปยังหน่วยงานราชการ องค์กรเอกชน สถาบันการศึกษา
ห้างร้าน สถานบริการต่างๆ
ที่ให้ความร่วมมือในการรณรงค์ทำความสะอาดสถานที่
และปฏิบัติตามข้อปฏิบัติในการป้องกันควบคุมโรค
ตลอดจนการงดให้บริการหากพบผู้ต้องสงสัยติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่
2009

วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

คนขอนแก่นแห้วชมสุริยคลาส ฟ้าครื้มแต่ไก่โห่

ศูนย์ข่าวขอนแก่น-นักศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น
และประชาชนทั่วไปที่รอสังเกตและชมปรากฏการณ์สุริยุปราคา้ต้องผิดหวัง
เนื่องจากสภาพฝนฟ้าอากาศไม่เป็นใจ
ที่ขอนแก่นมีฝนตกตั้งแต่กลางดึกเมื่อคืนที่ผ่านมา
ทำให้ตั้งแต่เช้าที่ผ่านมา้ท้องฟ้าปิดไม่สามารถมองเห็นปรากฏการณ์ดังกล่าว

สภาพอากาศที่ไม่เป็นใจ เนื่องจากมีฝนตกตั้งแต่เมื่อคืนทีผ่านมา
ทำให้ตั้งแต่เช้าจนถึงขณะนี้ที่จังหวัดขอนแก่นท้องฟ้ายังคงปิด
ทำให้นักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแ่ก่นที่ตั้งกล้องดาราศาสตร์
และจัดเตรียมแ่ผ่นโซล่า วิวเวอร์ หรือแว่นสำหรับดูดวงอาิทิตย์ไว้
เพื่อรอชมปรากฏการณ์สุริยุปราคาต็มดวง

แต่เมื่อฟ้าปิดนักศึกษาต่างบ่นรู้สึกเสียดาย
ที่ไม่ได้ชมปรากฏการณ์ธรรมชาตินี้ ทั้งที่ได้เตรียมพร้อมอย่างดี
เช่นเดียวกับประชาชนที่ตั้งใจรอชมปรากฏการณ์
โดยมีผู้สังเกตว่าวันนี้ฟ้าปิดนานผิดปกติ
แต่เมื่อเห็นว่าสภาพท้องฟ้าปิดเช่นนี้่ย่อมมองไม่เห็นปรากฏการณ์
สุริยคลาส หรือ "กบกินตะวัน" ตามภาษาท้องถิ่นแน่นอน ก็รู้สึกผิดวัง

อย่างไรก็ตามแม้ไม่ได้ชมด้วยตนเอง
ก็จะรอติดตมชมภาพข่าวจากการชมรากฏการณ์ของประเทศจีนหรือประเทศอื่นที่น่าจะ
ชมได้ชัดเจนมากกว่าเมืองไทย

สสส.หนุนผลิตการ์ตูนแจกเยาวชนต้านภัยไข้หวัด 2009

ศูนย์ข่าวขอนแก่น - นักวิชาการ มข.เผยได้รับการสนับสนุนงบจาก
สสส.วิจัยศึกษาการผลิตสื่อการ์ตูนเพื่อรณรงค์สร้างสุขนิสัยสำหรับเด็กวัย
เรียน หวังภัยไข้หวัดใหญ่ 2009
พากษ์ด้วยเสียงภาษาถิ่นเพื่อง่ายต่อการเข้าถึง
โดยหลังกระบวนการผลิตแล้วเสร็จพร้อมเผยแพร่ให้แก่องค์กรหน่วยงานต่างๆ
และโรงเรียนทั่วไป ที่สนใจ ใช้เป็นสื่อสอนเด็ก

สืบเนื่องจากความตื่นตัวขององค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน
รณรงค์สร้างกระแสให้ประชาชนหันมาสนใจเรื่องสุขนิสัย
เพื่อเป็นการต้านภัยไข้หวัด 2009 ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้
ดังกรณีการแจกจ่ายเจลสำหรับล้างมือในสถานที่ต่างๆ นั้น
ทางสำนักเปิดรับทั่วไป
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพเองก็ได้มีโครงการวิจัย
"การประยุกต์ใช้นวัตกรรมการสร้างเสริมสุขนิสัยและพฤติกรรมสุขภาพ
สำหรับเด็กวัยเรียน จังหวัดขอนแก่น"
ซึ่งถือเป็นการใช้นวัตกรรมที่มีส่วนในการป้องกันการแพร่ระบาดของไข้หวัด
2009 ได้อีกช่องทางหนึ่ง

รศ.ดร.พรรณี บัญชรหัตถกิจ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ผู้รับทุนโครงการวิจัยดังกล่าว เปิดเผยว่า
จากการศึกษาการสร้างเสริมสุขนิสัยของเด็กวัยเรียนที่ผ่านมา พบว่า
โรงเรียนส่วนใหญ่ยังขาดสื่อหรือนวัตกรรมที่จะใช้เพื่อเสริมสร้างสุขนิสัย
ตามสุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ ดังนั้น
โครงการจึงมีการสร้างนวัตกรรมเพื่อการสร้างเสริมลักษณะนิสัยขึ้น
โดยจำเป็นต้องใช้ทั้งภาพและเสียงที่เคลื่อนไหว

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการกระตุ้นประสาทสัมผัส
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดูแลรักษาร่างกายและของใช้ให้สะอาด,
การรักษาฟันให้แข็งแรงและแปรงฟันทุกวันอย่างถูกต้อง ฯลฯ ไปจนถึง
การล้างมือให้สะอาดก่อนกินอาหารและหลังขับถ่าย
ซึ่งน่าจะสอดรับกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัด 2009 ในเวลานี้

รศ.ดร.พรรณี ระบุว่าแม้จะอยู่ในช่วงของการดำเนินงานวิจัย
แต่ปัจจุบันทางโครงการได้ผลิตสื่อเพื่อเผยแพร่ในเด็กวัยเรียนเรียบร้อยแล้ว
โดยผลิตเป็น VCD การ์ตูน ที่มีเสียงภาษาท้องถิ่นเพื่อง่ายต่อการเข้าถึง
ซึ่งสามารถเผยแพร่ให้แก่องค์กรหน่วยงานต่างๆ และโรงเรียนอื่นๆ ที่สนใจ
เพื่อใช้เป็นสื่อสำหรับเด็กวัยเรียนถึงความสำคัญของสุขอนามัยต่อไป

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถาม เพื่อขอรับ VCD
การ์ตูนดังกล่าวได้ที่ ทีมงานประชาสัมพันธ์ สำนัก 6 สสส.

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000083270

สูญเสียอีกแนวร่วม พธม."อ.สมคิด เดชรัตน์" เชิญพี่น้องร่วมฌาปนกิจ 2 ส.ค.นี้

ศูนย์ข่าวขอนแก่น- "สมคิด เดชรัตน์" พันธมิตรฯ กู้ชาติ
รุ่นบุกเบิกเสียชีวิตแล้ว โดยอุบัติเหตุรถ จยย.ชนใกล้กับ ม.วลัยลักษณ์
เชิญชวนพี่น้องพันธมิตรฯ ที่คุ้นเคยร่วมฟังสวดพระอภิธรรม
พร้อมร่วมพิธีฌาปนกิจศพ วันอาทิตย์ที่ 2 ส.ค.52 ณ วัดนิกรรังสฤษฏ์
อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง

นพ.เฉลิมชัย อภิญญานุรักษ์
แนวร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จ.ขอนแก่น
ได้แจ้งข่าวประกาศให้พี่น้องพันธมิตรฯ ที่รู้จัก
หรือเคยร่วมกิจกรรมทางการเมืองกับ อาจารย์สมคิด เดชรัตน์
ซึ่งเคยเป็นนักศึกษาปริญญาเอก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น(มข.)
รับทราบว่า ขณะนี้อาจารย์สมคิดได้เสียชีวิตแล้ว โดยเมื่อวันที่ 16
ก.ค.2552 ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 18.00 น.อาจารย์สมคิด ได้ประสบอุบัติเหตุ
ถูกรถจักรยานยนต์ชน ขณะกำลังขี่รถจักรยานใกล้ๆ กับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
แพทย์ต้องทำการผ่าตัดถึง 2 ครั้งเพื่อช่วยเหลือ
แต่อาจารย์สมคิดเสียชีวิตในวันที่ 20 ก.ค.ที่ผ่านมา

อาจารย์สมคิด เดชรัตน์ เป็นชาวตรังโดยกำเนิด ปัจจุบันอายุ 27 ปี
เข้าร่วมต่อสู้กับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มาตั้งแต่ปี 2548
จนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ อาจารย์สมคิด ได้เดินทางมาศึกษาต่อระดับปริญญาเอก
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เกี่ยวกับยีนมะเร็งท่อน้ำดี
จนสำเร็จการศึกษา ในเดือนเมษายน 2552
พร้อมกับบันทึกสดุดีการต่อสู้กู้ชาติของพันธมิตรฯ บนหน้าแรกวิทยานิพนธ์
ของตนเอง ก่อนเสียชีวิตอาจารย์สมคิดเป็นอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
จ.นครศรีธรรมราช

นพ.เฉลิมชัย กล่าวว่า
เป็นที่น่าเสียดายที่ต้องสูญเสียทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่าอย่างอาจารย์สมคิด
ไปในวัยที่ไม่สมควร นอกจากจะมีคุณค่าทางแวดวงการศึกษาด้านแพทย์ศาสตร์แล้ว
ยังเป็นการสูญเสียเพื่อนร่วมอุดมการณ์ของพี่น้องพันธมิตรฯที่มีจุดยืนทางการ
เมืองชัดเจนว่า ต้องการให้การเมืองใหม่เกิดขึ้นได้จริง
เพื่อแก้ปัญหาโกงกินสมบัติชาติของเหล่านักการเมืองขี้โกงในระบอบการเมืองแบบ
เก่า

"อยากจะขอเชิญชวนพี่น้องพันธมิตรจังหวัดขอนแก่น จังหวัดตรัง
จังหวัดนครศรีธรรมราช
และจังหวัดใกล้เคียงร่วมไว้อาลัยส่งดวงวิญญาณเพื่อนพันธมิตรผู้รักชาติ
รักสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างอาจารย์สมคิดไป
สู่สวรรค์อย่างพร้อมเพรียงกัน"

สำหรับ กำหนดการงานสวดพระอภิธรรม อาจารย์สมคิด เดชรัตน์ มีดังนี้
ตั้งสวดพระอภิธรรมศพทุกคืนที่บ้านเลขที่ 27 หมู่ 1 ถนนสุนทรอุทิศ
ตำบลย่านตาขาว อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง ส่วนพิธีฌาปณกิจศพ
จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม 2552 ที่วัดวัดนิกรรังสฤษฏ์
ตำบลย่านตาขาว อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000083157

วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

อุทยานวิทยาศาสตร์อีสานพร้อมหนุนภาคธุรกิจเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 20 กรกฎาคม 2552 15:46 น.
ศูนย์ข่าวขอนแก่น-อุทยาน วิทยาศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
พร้อมหนุนธุรกิจทุกภาคส่วนใช้
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือพัฒนาธุรกิจสร้างศักยภาพการแข่งขัน
และผลักดันธุรกิจในภูมิภาคเติบโตอย่างยั่งยืน
ด้วยการอาศัยงานวิจัยเป็นตัวช่วย

เมื่อเร็วๆนี้ ที่ศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก
มหาวิทยาลัยขอนแก่น อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดงาน
"INSPIRED BY NORTHEASTERN SCIENCE PARK" ขึ้น
เพื่อนำเสนอผลการดำเนินงานในระยะที่ 1
และแสดงศักยภาพความพร้อมสู่แผนงานระยะที่ 2 ต่อหน่วยงานทั้งภาครัฐ
ภาคเอกชน และสาธารณชนให้ได้รับทราบถึงผลการดำเนินงานขององค์กร
อันส่งผลกระทบต่อท้องถิ่นให้เกิดการพัฒนาธุรกิจ
และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาคอย่างมั่นคง

รศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย
อนุกรรมการและเลขานุการโครงการอุทยานวิทยาศาสตร์
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือในฐานะตัวแทนอุทยานวิทยาศาสตร์
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
กล่าวถึงการจัดตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือว่า
เป็นการจัดตั้งขึ้นตามนโยบายคณะรัฐมนตรี ในสมัย พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์
เป็นนายกรัฐมนตรี
โดยมีมติให้ความเห็นชอบให้มีการจัดตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550
และได้มอบหมายให้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
ทำหน้าที่ประสานและให้คำแนะนำในการดำเนินงาน

ทั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อการส่งเสริมพัฒนาเศรษฐกิจ
และสังคมโดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ซึ่งจะนำไปสู่สังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพการแข็งขัน
ของประเทศ โดยได้ขยายศูนย์กลางการดำเนินงานมายังภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
และได้ให้สถาบันอุดมศึกษา 4 แห่ง อันคือมหาวิทยาลัยขอนแก่น
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
และมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ร่วมมือกันใช้ความสามารถในเชิงวิจัยเข้าไปส่งเสริมสนับสนุนอุตสาหกรรม
และบ่มเพาะผู้ประกอบการใหม่
โดยการสนับสนุนงบประมาณเบื้องต้นในการจัดตั้งจากรัฐบาล

รศ.ดร.กิตติชัย
เปิดเผยว่าปัจจุบันอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ได้ดำเนินการวิจัย
และพัฒนาเพื่อยกระดับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3
ปี (ปีพ.ศ. 2549-2552) ซึ่งเป็นช่วงสิ้นสุดของการดำเนินงานในระยะที่ 1
จึงได้จัดงาน "INSPIRED BY NORTHEASTERN SCIENCE PARK" ขึ้น ซึ่งมี
นายสุวิทย์ คุณกิตติ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดงาน
พร้อมเชิญผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้บริหาร ผู้ประกอบการ
นักวิชาการ สื่อมวลชน นักเรียน นักศึกษาและผู้สนใจทั่วไป เข้าร่วมงาน

การจัดงานครั้งนี้
ได้รับเกียรติในการบรรยายพิเศษจากที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี
ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์)
และรองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาเครือเบทาโกร
ได้มาบรรยายพิเศษเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจไทย
พร้อมการเสวนาจากอดีตผู้บริหาร โซนี่มิวสิค (ประเทศไทย)
และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทไทยแอร์เอเชีย จำกัด
ที่มาร่วมเปิดมุมมองแบบฉบับคิดให้ต่าง เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ

ปิดท้ายด้วยการเสวนาวิสัยทัศน์ของนักธุรกิจรุ่นใหม่
โดยรองผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัทผลิตภัณฑ์อาหารกว้างไพศาล จำกัด
(มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายปลากระป๋องตราปลายิ้ม และรองกรรมการผู้จัดการ
บริษัท แมพพ้อยท์เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด

นอกจากนี้ ในงานยังให้บริการให้คำปรึกษาด้านการตลาด
ด้านตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การจัดทำแผนธุรกิจ
การจับคู่ทางธุรกิจ การหาผู้ร่วมทุน และกิจกรรมอื่นๆ
ที่จะเป็นผู้ช่วยจุดประกายธุรกิจในทุกอุตสาหกรรมของภูมิภาคสู่ประตูที่ 9
เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข็งขัน และยกระดับเทคโนโลยี
นำไปสู่ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจต่อไป

แพทย์ มข.จัดคอนเสิร์ตช่วยผู้พิการเสียง - วางกรอบพัฒนาคุณภาพชีวิตให้เหมือนคนปกติ

ศูนย์ข่าวขอนแก่น - ห่วงผู้ป่วยมะเร็งกล่องเสียงในภาคอีสาน หลังผ่าตัด
ต้องพลิกผันเป็นผู้พิการเสียง เหตุตัดกล่องเสียงทิ้งรักษาชีวิต
ระบุผู้พิการสื่อสารกับคนทั่วไปไม่ได้ กระทบโดยตรงกับสุขภาพจิตรุนแรง
ด้านทีมแพทย์รพ.ศรีนครินทร์ ตระหนักใช้แนวทางแก้ไขแบบครบวงจร
ยึดวิธีฝึกออกเสียงด้วยหลอดอาหารช่วยเหลือ มากว่า 25 ปี
ขณะที่ทุนทรัพย์หนุนกิจกรรมและค่าพาหนะผู้พิการเสียงไม่เพียงพอ
เตรียมจัดคอนเสิร์ต "ธารน้ำใจแด่ผู้ไร้กล่องเสียง" 28 สิงหาคมนี้

ผศ.นพ.ภัทรวุฒิ วัฒนศัพท์ อาจารย์ประจำภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า
โรคมะเร็งกล่องเสียงเป็นโรคมะเร็งที่ศีรษะและคอ
โดยบทบาทของโรงพยาบาลศรีนครินทร์
ถือเป็นศูนย์กลางการรักษาโรคมะเร็งศีรษะและคอ ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
แต่ละปีมีผู้ป่วยมะเร็งกล่องเสียงและโรคมะเร็งคอหอยส่วนล่าง
เข้ารักษาโดยเฉลี่ยประมาณปีละ 80 คน

ปัจจัยและสาเหตุของโรคมะเร็งกล่องเสียง
สาเหตุหลักมาจากการสูบบุหรี่ ซึ่งสารพิษในควันบุหรี่
มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงเซลล์ จนทำให้เกิดมะเร็งกล่องเสียง
ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเป็นเพศชายมากกว่าหญิง
โดยสถิติการเกิดโรคจะพบผู้ป่วยมะเร็งกล่องเสียง 2 คนต่อประชากร 1 แสนคน
และที่น่าสนใจ แนวโน้มจำนวนผู้ป่วยที่มารักษาที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ไม่ลดลง

จุดที่น่าเป็นห่วง ผู้ป่วยมะเร็งกล่องเสียง
ที่ส่งต่อเข้ามารักษาที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์นั้น มากกว่า 80%
ป่วยเป็นมะเร็งระยะลุกลามแล้ว ทำให้การรักษายากลำบาก
จำเป็นต้องผ่าตัดกล่องเสียงทิ้งรักษาชีวิตผู้ป่วยไว้
ผู้ป่วยหลังผ่าตัดจึงไม่สามารถพูดได้ แต่หากผู้ป่วยมารักษาในระยะแรก
ยังคงรักษาด้วยการยิงเลเซอร์ ไม่ต้องตัดกล่องเสียงออก

ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดกล่องเสียงออกไป
จะไม่สามารถพูดได้เหมือนคนปกติทั่วไป
ต้องได้รับการบำบัดฟื้นฟูให้สามารถใช้เสียงได้
โดยวิธีรักษาผู้ป่วยให้สามารถกลับมาพูดได้มี 3 วิธีคือ
การผ่าตัดเปิดช่องหลอดลม , การฝึกพูดโดยใช้หลอดอาหาร ,
และการพูดโดยใช้อุปกรณ์กล่องเสียงเทียม
โดยการรักษาผู้ป่วยของโรงพยาบาลศรีนครินทร์
จะเน้นวิธีฝึกพูดโดยใช้หลอดอาหารเป็นหลัก

ชี้พิการเสียงกระทบการดำรงชีวิต
ชูบำบัดเสียงด้วยสหสาขาวิชาชีพ

ด้านรศ.ดร.เบญจมาศ พระธานี อาจารย์ประจำภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า
ผู้ป่วยมะเร็งกล่องเสียงที่ผ่าตัดรักษาต้องตัดกล่องเสียงออก
กลายเป็นผู้พิการเสียงทันที ไม่สามารถสื่อสารด้วยวิธีพูดปกติได้
ที่ผ่านมาผู้พิการเสียง มักประสบปัญหา เกิดความทุกข์ทรมาน
กระทบโดยตรงต่อสุขภาพจิต เพราะ ไม่สามารถสื่อสารกับคนทั่วไปได้
ขอความช่วยเหลือลำบาก ผู้พิการเสียงบางรายถึงขั้นคิดฆ่าตัวตายก็มี

ขณะเดียวกันผู้ไร้กล่องเสียง ยังมีปัญหาสุขภาพด้านต่างๆ อาทิ
การกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งกล่องเสียง การดูแลทางเดินหายใจด้วยตนเอง
การดูแลสุขภาพหลังตัดกล่องเสียง การไอและป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจ
ฯลฯ

โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ตระหนักถึงปัญหาและมุ่งแก้ปัญหาให้ผู้ป่วยพิการเสียง
สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิต ดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข
จึงริเริ่มโครงการพัฒนาระบบการฟื้นฟูผู้พิการทางการสื่อสารจากมะเร็งกล่อง
เสียงแบบครบวงจร มาตั้งแต่ปี 2527

เพื่อดูแลผู้ป่วยหลังการผ่าตัดมะเร็งกล่องเสียง แบบสหสาขาวิชาชีพ
ทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวมเพียงแห่งเดียวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
มีนักแก้ไขการพูด นักกายภาพบำบัด พยาบาล นักสังคมสงเคราะห์
มาร่วมช่วยเหลือผู้ป่วย
ฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการตามนโยบายของคณะแพทยศาสตร์และตามพระราชบัญญัติคนพิการ
แห่งประเทศไทย

สำหรับการอบรมและฝึกพูดด้วยหลอดอาหารนั้น จะต้องฝึกเรอ
ให้ลมออกจากหลอดอาหารเป็นเครื่องมือในการออกเสียง รูปแบบการอบรม
จะมีวิธีฝึกพูดแบบตัวต่อตัว โดยนักแก้ไขการพูด พยาบาล
และผู้ไร้กล่องเสียงที่พูดด้วยหลอดอาหารได้คล่องแล้ว มาอบรมให้
ทั้งจะมีการจัดอบรมฝึกพูดเป็นกลุ่ม แบ่งระดับความสามารถของผู้ป่วยแต่ละคน
และมีวิทยากรประจำกลุ่ม

รศ.ดร.เบญจมาศ กล่าวต่อว่า โดยทั่วไปผู้ป่วยพิการเสียง
จะเดินทางมาอบรมฝึกพูดที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ประมาณเดือนละ 1 ครั้ง
อย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะสามารถออกเสียงหรือพูดโดยหลอดอาหารได้
โดยปกติการอบรมจะใช้ระยะเวลาประมาณ 3-6 เดือน ผู้ป่วยจะสามารถเรอออกมาได้
ส่วนผู้ป่วยที่สามารถกลับมาใช้เสียงด้วยหลอดอาหารได้นั้น มีประมาณ 70%
ขึ้นอยู่กับเนื้อมะเร็งกล่องเสียงด้วย

อย่างไรก็ตาม
แม้การรักษาผู้พิการเสียงให้กลับมาใช้เสียงด้วยหลอดอาหารได้นั้น
จะมีสวัสดิการรัฐช่วยเหลือ ทั้งสิทธิ์จ่ายตรง ประกันสังคม หรือบัตรทอง
แต่ค่าพาหนะเดินทางของผู้พิการเสียงมาฝึกพูดที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์
รวมถึงเบี้ยเลี้ยงจ่ายครูฝึก และค่าใช้จ่ายอื่น
ล้วนเป็นค่าใช้จ่ายนอกเหนือการใช้สิทธิ์
เป็นภาระผู้ป่วยพิการเสียงและครอบครัว
ในหลายจังหวัดภาคอีสานที่มีฐานะค่อนข้างยากจน

เตรียมจัดคอนเสิร์ตธารน้ำใจแด่ผู้ไร้กล่องเสียง

สำหรับการช่วยเหลือ ได้จัดตั้งกองทุนช่วยเหลือขึ้นมา
โดยที่มาของเงินช่วยเหลือได้จัดคอนเสิร์ตสมทบกองทุนไปเมื่อประมาณ 10
ปีที่ผ่านมา ขณะนี้เงินกองทุนเริ่มหมดลง ไม่เพียงพอต่อกิจกรรมช่วยเหลือ
ทางโครงการพัฒนาระบบการฟื้นฟูผู้พิการทางการสื่อสารจากมะเร็งกล่องเสียงและ
ชมรมผู้ไร้กล่องเสียงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
จึงร่วมกันจัดคอนเสิร์ตการกุศลดนตรีสร้างสุข
"ธารน้ำใจแด่ผู้ไร้กล่องเสียง ครั้งที่ 2" ในวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคมนี้

ณ ห้องประชุมมอดินแดง คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
เพื่อหาทุนทรัพย์สนับสนุนค่าพาหนะและการจัดกิจกรรม ด้านการดูแลตนเอง
การให้กำลังใจ การให้คำแนะนำปรึกษา ทั้งด้านร่างกาย
ด้านจิตใจและสังคมกับผู้ป่วยพิการเสียง อีกทั้งเป็นกิจกรรมสร้างความสุข
ผ่อนคลายให้แก่ผู้ไร้กล่องเสียงและผู้ร่วมกิจกรรมด้วย

รูปแบบคอนเสิร์ตครั้งนี้ เป็นแบบดนตรีบำบัด โดยไฮไลท์ของงาน
ได้รับเกียรติจากนักดนตรีบำบัด Kana Kamitsubo
นักเปียร์โนและนักดนตรีบำบัดมืออาชีพระดับโลก จาก สหรัฐอเมริกา
จะมาเล่นดนตรีบำบัด พร้อมด้วยอังศณา ช้างเศวต
และที่สำคัญมีผู้ไร้กล่องเสียงมาร่วมร้องบทเพลงด้วยหลอดอาหาร
ภายในเวทีคอนเสิร์ตนี้ด้วย

สำหรับผู้สนใจร่วมกิจกรรมคอนเสิร์ตการกุศลครั้งนี้
สามารถติดต่อซื้อบัตรชมคอนเสิร์ต ได้ที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
โทร 043-348396 หรือผู้สนใจต้องการร่วมบริจาคทุนทรัพย์ช่วยเหลือกิจกรรมชมรมผู้ป่วยพิการไร้
กล่องเสียงได้ที่ กองทุนชมรมผู้ไร้กล่องเสียงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
บัญชีออมทรัพย์เลขที่ 551-291456-7 ธนาคารไทยพาณิชย์
สาขามหาวิทยาลัยขอนแก่น


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000081524

เล็งตั้งสถานีขนส่งสินค้าทางรถไฟที่ฝูงบิน 237 อ.น้ำพอง

ศูนย์ข่าวขอนแก่น- กมธ.คมนาคม
ลงพื้นที่ตรวจสอบและพิจารณาเรื่องการพัฒนาท่าอากาศยานฝูงบิน 237
และการจัดตั้งสถานีขนส่งสินค้าทางรถไฟ ที่ อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น
เพื่อเป็นศูนย์กลางขนส่งเชิงพาณิชย์
พร้อมนัดสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจรพร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ร่วมระดมความคิดเห็น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นายปัญญา ศรีปัญญา
ประธานคณะกรรมาธิการคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร นำทีมคณะกรรมาธิการคมนาคม
ลงพื้นที่ตรวจสอบและพิจารณาเรื่องการพัฒนาท่าอากาศยานฝูงบิน 237
และการจัดตั้งสถานีขนส่งสินค้าทางรถไฟ ที่ อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น
เป็นศูนย์กลางขนส่งเชิงพาณิชย์
การประชุมเพื่อพิจารณาโครงการดังกล่าวครั้งนี้คณะกรรมาธิการคมนาคม
สภาผู้แทนราษฎร ได้ร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร
และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมระดมการคิดเห็น

ประธานคณะกรรมาธิการคมนาคมสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า กระทรวงคมนาคม
มีนโยบายเปิดเสรีการบินและส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาค
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้นการที่จะพัฒนาท่าอากาศบานฝูงบิน 237
เป็นสนามบินสาธารณะเพื่อให้บริการแก่ประชาชนทั่วไปนั้น
สามารถดำเนินการได้ ดังเช่นที่กรมการขนส่งทางอากาศ และ บริษัท
ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)

โดยล่าสุด ศูนย์ควบคุมการบินรับทราบแล้ว ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
สามารถสร้างเพิ่มอีกแห่ง จากที่ปัจจุบันสนามบินขอนแก่น
รองรับความต้องการผู้โดยสารไม่เพียงพอ มองว่า อีก 4-5 ปี
ตัวเมืองจังหวัดขอนแก่นจะขยายตัวมากกว่านี้
การลงทุนช่วงนี้น่าจะสามารถลดคอสต์ก่อสร้างได้

สำหรับการพัฒนาศักยภาพท่าอากาศยานฝูงบิน 237
เพื่อให้บริการเชิงพาณิชย์จำเป็นต้องลงทุนก่อสร้างและพัฒนาเพื่อให้เกิดความ
พร้อมตามมาตรฐานสากล ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนมาก
และสนามบินอาจก่อให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมกับชุมชนใกล้เคียงในเรื่อง
เสียงและมลพิษทางอากาศ
ขณะที่ในพื้นที่ดังกล่าวมีท่าอากาศยานที่อยู่ในระยะใกล้เคียงกันถึง 2
แห่งที่ให้บริการประชาชนในพื้นที่อยู่แล้ว
และท่าอากาศยานเหล่านี้ยังใช้ประโยชน์ไม่เต็มขีดความสามารถ

ดังนั้น หากจะพัฒนาท่าอากาศยานฝูงบิน 237 ขึ้นมาอีกแห่งหนึ่ง
อาจทำให้เกิดปัญหากับท่าอากาศยานฝูงบิน 237 เอง
และท่าอากาศยานที่มีอยู่เดิมบริเวณใกล้เคียงใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มขีดความ
สามารถ และนำไปสู่ปัญหาการขาดทุนเหมือนที่เกิดขึ้นกับท่าอากาศยานภูมิภาคจำนวนกว่า
20 แห่งทั่วประเทศ

ทั้งนี้ การลงทุนในโครงการพัฒนาท่าอากาศยานแห่งใหม่
ที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง
อาจไม่สอดรับกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศและโลกที่ยังชะลอตัว
จึงต้องมีการระดมความเห็นพิจารณาถึงความจำเป็นอย่างรอบด้านอีกหลายครั้ง
โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าต่อการลงทุน
และประโยชน์ในภาพรวมที่จะเกิดขึ้นกับผู้มีส่วนได้เสีย และสังคม ประเทศ
โดยรวม


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000081198

วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

สินค้าลิขสิทธิ์เถื่อนเกลื่อนตลาดภาคอีสาน ขอนแก่นออเดอร์กระฉูด

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 16 กรกฎาคม 2552 15:55 น.
ศูนย์ข่าวขอนแก่น - กรมทรัพย์สินทางปัญญา
สั่งเช็กบิลพื้นที่สีเหลืองเขตภาคอีสาน
หลังพบออเดอร์สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ขยายตัวเพิ่ม โดยเฉพาะ จ.ขอนแก่น
มีปัญหามากกว่าพื้นที่อื่น ล่าสุด ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
หน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง
รวมพลังกวาดล้างสินค้าเถื่อนหวังให้สิ้นซาก

นางปัจฉิมา ธนสันติ รองอธิบดีกรมทรพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า
ปัจจุบันสินค้าที่ละเมิดลิขสิทธิ์ที่มีการลักลอบผลิตเพิ่มมากขึ้นทุกปี
สาเหตุอันเนื่องมาจากสินค้าที่ละเมิดลิขสิทธิ์ทำได้ง่าย
แต่ได้ผลลัพธ์ด้านกำไรกลับมาเป็นเงินจำนวนมหาศาล
โดยปีที่ผ่านมาสามารถจับกุมผู้ที่มีสินค้าละเมิดสิทธิ์ไว้ในครบครองกว่า
500 ราย คิดเป็นเม็ดเงินสะพัดในตลาดมากกว่า 1,500 ล้านบาท

พื้นที่อันตราย หรือ พื้นที่สีเหลือง ที่พบจะมี 6 จังหวัด 19 จุด
ประกอบด้วย จ.กรุงเทพมหานคร จ.นนทบุรี จ.ปทุมธานี จ.นครราชสีมา จ.ขอนแก่น
และ จ.ราชบุรี ส่่วนใหญ่แหล่งผลิตจะอยู่ตามแนวตะเข็บชายแดน
ขณะที่แหล่งผลิตใหญ่อยู่ที่กรุงเทพมหานคร

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า
สำหรับการละเมิดลิขสิทธิ์สินค้าทางปัญญาในพื้นที่อีสานนั้น
ตำรวจสามารถขยายผล และพบว่า จังหวัดขอนแก่น มีการสั่งออเดอร์มากที่สุด
นับเป็นพื้นที่สีเหลืองที่จำเป็นต้องกวาดล้างให้เร็วที่สุด
โดยมีมาตรการที่สำคัญ คือ การควบคุมการนำเข้าเครื่องจักรผลิตซีีดี
ควบคุมการผลิตซีดี ควบคุมการค้าปลีก ควบคุมการนำเข้าและส่งออก
รวมทั้งสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ
ในการลงทุน

ล่าสุด กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ร่วมมือกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
,หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวของ
ลงพื้นที่ภาคอีสานเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ
เรื่องการป้องกันและปราบปรามการละเมิทรัพย์สินทางปัญญา

การจัดสัมมนาในครั้งนีมีวัตถุประสงค์
เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 4
ให้มีความเข้าใจในนโยบายของรัฐบาล กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ
และปฏิบัติในการดำเนินคคีเพื่อให้การปฏิบัตงานเป็นไปโดยถูกต้องและเป็นธรรม
และเพื่อสนองนโยบายของรัฐบาล
ในการปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจังและต่อเนื่องโดยบังคับใช้
กฎหมายที่เกี่ยวข้องทุกฉบับอย่างเคร่งครัด อาทิ กฎหมายว่าด้วยศุลกากร
กฎหมายว่าด้วยภาษีอากร และกฎหมายว่าด้วยภาพยนตร์และวิดีทัศน์
ซึ่งเชื่อว่าการสัมนาครั้งนี้จะส่วนในการสนับสนุนระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย
ให้มีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น

"เอเจล" รุกกิจกรรมภูธรเปิด "เติมท้องให้น้องอิ่ม" ยั่งยืน ร.ร.ห่างไกลโคราช

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 16 กรกฎาคม 2552 16:36 น.
ศูนย์ข่าวนครราชสีมา- "เอเจล" รุกกิจกรรมภูธรเปิดโครงการ
"เติมท้องให้น้องอิ่ม" อาหารกลางวันแบบยั่งยืน ที่โรงเรียนวังโรงใหญ่
อ.สีคิ้ว โคราช มุ่งหวังปลูกฝังการให้แบบยั่งยืน
ด้วยวิถีชีวิตแบบพอเพียงและให้โอกาสเด็กเยาวชน-ชุมชนในชนบทห่างไกลมีคุณภาพ
ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พร้อมมอบทุนการศึกษากว่า 1.3 แสนบาท

วันนี้ (16 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
ที่โรงเรียนบ้านวังโรงใหญ่สามัคคี ต.วังโรงใหญ่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา
นายประหยัด เจริญศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา
เป็นประธานพิธีเปิดโครงการ "เติมท้องให้น้องอิ่มกับ เอเจลแคร์"
โดยมีนายเกล็น เจนเซ่น ผู้ก่อตั้งบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
บริษัท เอเจล เอ็นเตอร์ไพรส์ แอล แอล ซี ประเทศสหรัฐอเมริกา
ในฐานะผู้ก่อตั้ง มูลนิธิเอเจล แคร์ และคณะผู้บริหารบริษัท เอเจล
เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด รวมทั้งเหล่าอาสาสมัครเอเจล แคร์
คณะครู และนักเรียนโรงวังโรงใหญ่สามัคคี เข้าร่วมพิธีจำนวนมาก

นายชัยวัฒน์ ชัยจินดาวัธน์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอเจล
เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะผู้อำนวยการโครงการเอเจลแคร์
กล่าวว่า โครงการ เอเจล แคร์
เป็นกิจกรรมที่บริษัทจัดขึ้นเพื่อช่วยเหลือคนในชุมชนห่างไกลให้ได้รับโอกาส
ที่จะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
โดยได้จัดโครงการอาหารกลางวันแบบยั่งยืนให้เกิดขึ้นในโรงเรียน
และให้ความรู้ความเข้าใจแก่เด็กและเยาวชนรวมถึงคนในชุมชน
เรื่องการทำเกษตรแบบพอเพียง การโภชนาการและสุขภาพอนามัยที่ถูกต้อง

กิจกรรมในโครงการ "เติมท้องให้น้องอิ่ม"
ที่โรงเรียนวังโรงใหญ่สามัคคี ประกอบด้วย การปล่อยพันธุ์ปลาจำนวน 10,000
ตัว, การปลูกไม้ผลและพืชผักสวนครัว,
การมอบกิจกรรมประปาโรงเรียนและการส่งมอบกิจกรรมงานอาชีพ (การตัดผมชาย)
ให้แก่ทางโรงเรียน และการมอบทุนการศึกษาโดย นายเกล็น เจนเซ่น จำนวน
135,000 บาท ให้แก่ทางโรงเรียนด้วย

"ขณะเดียวกัน
ทางโครงการยังได้จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกมาให้บริการกับประชาชนในชุมชน
เพื่อจะได้ตรวจสุขภาพอนามัย และรักษาอาการเจ็บป่วยให้ด้วย" นายชัยวัฒน์
กล่าว

นายชัยวัฒน์กล่าวอีกว่า เอเจล แคร์ ได้ดำเนินโครงการ
"เติมท้องให้น้องอิ่ม" กับโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศจำนวน 5 แห่ง แล้ว
และจะขยายเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เด็กและเยาวชนในโรงเรียนต่างๆ
ที่อยู่ชนบทห่างไกลได้รับโอกาสที่ดี
ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการยั่นยืนโรงเรียนสามารถบริหารจัดการต่อไปได้
โดยมีคณะทำงานของโครงการเอเจลแคร์
ออกมาติดตามความคืบหน้าของโครงการอย่างต่อเนื่อง และไม่ทอดทิ้ง

สำหรับโครงการเอเจล แคร์ ก่อตั้งขึ้น
เพื่อเป็นการปลูกจิตสำนึกให้สมาชิกของโครงการและบุคคลทั่วไป
โดยเฉพาะกับผู้ที่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ มีความตระหนักถึงการคืนสิ่งดี
ๆ สู่สังคมด้วยวิธีการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ผู้เดือดร้อน
และผู้เจ็บป่วยในสังคมไทย
ตลอดจนส่งเสริมและสนับสนุนให้มีความรู้ด้วยโภชนาการอย่างถูกต้อง
รวมถึงการดูแลสุขภาพอย่างถูกวิธี โดยโครงการที่เริ่มดำเนินการแล้ว เช่น
โครงการสานฟันเพื่อน้อง, แบ่งสันปันสุขสู่โรงเรียนน้อง,
เติมไออุ่นให้น้อง, มอบทุนการศึกษาสร้างอนาคตสร้างปัญญา และ
โครงการมอบความสุขสู่น้อง ด้วยการบริจาคหนังสืออุปกรณ์การเรียน

"โดยแต่ละโครงการที่จัดขึ้นเพื่อมุ่งเน้นการเสริมสร้างโอกาสเพื่อ
พัฒนาศักยภาพ และคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าของเด็กในสังคมไทย" นายชัยวัฒน์
กล่าว


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000080512

วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

นครขอนแก่นแจกหน้ากากอนามัยครู-นร.-ชุมชนป้องกันหวัดมรณะ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 16 กรกฎาคม 2552 12:57 น.
ศูนย์ข่าวขอนแก่น -
จังหวัดขอนแก่นจัดกิจกรรมรรงค์ทำความสะอาดโรงรียนป้องกันการแพร่ะบาดโรคไข้
หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ในหลายโรงเรียน
ขณะที่เทศบานครขอนแก่นเหมาซื้อหน้ากากอนามัยแจกครูันักเรียนและชาวชุมชนใน
เขตเทศบาลกว่า 100,000 ชิ้น

นายอนุูล ตังคณานุกูลชัย รองผู้ว่าาชการจังหวัดขอนแก่น
นำคณะผู้บริหารเทศบาลนครขอนแก่น
เปิดงานรณรงค์ทำความสะอาดโรงเรียนเพื่อป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่
2009 ที่โรงเรียนเทศบาลบ้านหนองใหญ่ ต.ในเมือ อ.เมือง จ.ขอนแก่น
โดยมีนักเรียน ผู้นำชุมน และชาวชุมชนเทศบาลบ้านหนองใหญ่ร่วมกิจกรรมด้วย

นายจุลนพ ทองโสภิต รองนายกเศมนตรี ฝ่ายสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม
กล่วว่า ทางเทศบาลนครขอแก่น ได้นำรถดับเพลิงมาฉีดน้ำชะล้างทำความสะอาดถนน
อาคารเรียนและโรงอาหารเพื่อทำความสะอาด
พร้อมกับให้นักเรียนมีส่วนร่วมได้ช่วยกันเช็ดถูโต๊ะเก้าอี้นักเรียน
เป็นการป้องกันการแพร่กระจายของโรค

พร้อมกันนี้ สำนักงานรสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลครขอนแก่น
ยังได้จัดซื้อหน้ากากอนามัยแบบผ้าที่ใช้แล้วสามารถนำไปซักเพื่อนำกลับมาใช้
ใหม่ได้อีก จำนวนกว่า 100,000 ชิ้น เพื่อมอบให้นักเรียน ครู และชาวชุมชน
ซึ่งเป็นประชากรของเทศบาลนครขอนแก่นคนละ 1 ชิ้น
พร้อมขอความร่วมมือผู้ปกครองดูแลตัวเองและบุตรหลานอย่างใกล้ชิด
ให้สวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งที่มาโรงเรียน และไปตามที่ชุมชน ร้านค้า
ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น

สำหรับ กิจกรรมรณรงค์ทำความสะอาดโรงเรียนครั้งนี้จังหวัดขอนแก่น
โดยนายพยัต ชาญประเสริฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น
ได้ปฏิบัติหน้าที่แทนผู้ว่าราชการจังหวัด
เปิดโครงการรณรงค์ป้องกันและควบคุมโรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009
โดยรณรงค์ให้โรงเรียนต่างๆ ในจังหวัดขอนแก่น ทำความสะอาดโรงเรียนตนเอง
และกำชับนักเรียนรักษาสุขภาพ สวมหน้ากากอนามัย กินของร้อน ใช้ช้อนกลาง
หากมีอาการปวย มีไข้ ให้รีบพบแพทย์เป็นการด่วน

หวัด 2009 ทำคอนเสิร์ตการกุศลวันศรีนครินทร์ เลื่อนไม่มีกำหนด

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 15 กรกฎาคม 2552 16:43 น.
ศูนย์ข่าวขอนแก่น - หวัด 2009 ระบาดในพื้นที่เมืองหมอแคน
กระทบแผนจัดคอนเสิร์ตวันศรีนครินทร์ ต้องเลื่อนไม่มีกำหนด
ป้องกันการแพร่ระบาด ส่วนคอนเสิร์ตธารน้ำใจผู้ไร้กล่องเสียง
ต้องรอการสั่งการของภาครัฐ ด้านสถานการณ์ผู้ป่วยหวัด 2009
มีผู้ป่วยทั้งหมด 346 ราย ต้องนอนพักรักษาตัวโรงพยาบาบ 39 ราย
ในจำนวนมีเข้าขั้นโคม่า 1 ราย

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009
ที่ระบาดไปทั่วประเทศ ส่งผลกระทบต่อการจัดกิจกรรมต่างๆ
ต้องระงับไว้เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของโรค เช่นเดียวกับที่จังหวัดขอนแก่น
ที่มีกำหนดจัดคอนเสิร์การกุศลเพื่อวันศรีนครินทร์ กำหนดจัดขึ้นในวันที่
25 ก.ค.นี้ โดยสมาคมศิษย์เก่าแพทย์ขอนแก่น และสโมสรนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์
มหาวิทยาลัยขอนแก่น ต้องเลื่อนออกไปไม่มีกำหนด

พญ.โฉมพิลาศ จงสมชัย ผู้ช่วยคณบดี ฝ่ายพัฒนานักศึกษา
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในฐานะประธานจัดงานคอนเสิร์ตการกุศล
เพื่อวันศรีนครินทร์ เปิดเผยว่า การจัดงานวันศรีนครินทร์ วันที่ 18
ก.ค.ยังคงจัดเหมือนเดิม แต่คอนเสิร์ตต้องเลื่อนไปไม่มีกำหนด
แม้ว่าขณะนี้มียอดจองบัตรคอนเสิร์ตแล้วกว่าร้อยละ 50
แต่เพื่อวามปลอดภัยของผู้ชม และศิลปิน จึงต้องเลื่อนการจัดคอนเสิร์ตออกไป

การจัดคอนเสิร์ตครั้งนี้ ได้เชิญศิลปินชื่อดัง "โต๋" ศักดิ์สิทธิ์
เวชสุภาพร พร้อมศิลปินรับเชิญ ได้แก่ "แก้ม" เดอะสตาร์
ที่ล่าสุดป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ 2009 เช่นกัน
ขณะนี้อยู่ระหว่างการพักรักษาตัว

ทั้งนี้ หากมีการติดเชื้อขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อการเรียนของนักเรียน
นักศึกษาที่เป็นกลุ่มแฟนคลับของโต๋ อีกทั้งผู้จัดงานเป็นองค์กรแพทย์
จึงอยากให้ทุกคนตระหนักว่าการรู้เท่าทันและป้องกันโรคเป็นแนวทางป้องกันการ
แพร่ระบาดได้ดีที่สุด ส่วนตั๋วคอนเสิร์ตจะเปิดให้คืนตั๋วในระหว่างวันที่
20-31 ก.ค.นี้ ที่ประชาสัมพันธ์ โรงพยาบาลรีนครินทร์ ม.ขอนแก่น

ขณะเดียวกัน ผศ.นพ.ภัทรวุฒิ วัฒนศัพท์ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์
มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ รศ.ดร.เบญจมาศ พระธานี
ในฐานะประธานการจัดงานคอนเสิร์ตการกุศล "ธารน้ำใจ แค่ผู้ไร้กล่องเสียง"
ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 28 สิงหาคมนี้
เพื่อหาทุนช่วยเหลือผู้ป่วยไร้กล่องเสียงในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
เปิดเผยว่า ต้องดูสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่
2009 และการสั่งการของรัฐบาล
เพื่อกำหนว่าจะมีการเลื่อนการจัดงานออกไปหรือไม่

สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009
ในพื้นที่ จ.ขอนแก่น นพ.วิทิต สฤษฎีชัยกุล
รองนายแพทย์สาธารณสุขังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่า มีผู้ป่วยติดเชื้อทั้งหมด
346 ราย เป็นผู้ป่วยที่ต้องเฝ้าระวัง นอนพักรักษาตัวยู่ที่โรงพยาบาล
ทั้งสิ้น 39 รายมีผู้ป่วยที่มีอาการน่าห่วงมากที่สุด 1 ราย เป็นชายชาว
จ.ขอนแก่น

ขณะนี้กำลังนอนพักรักษาตัวอยู่ที่ รพ.ศรีนครินทร์
แพทย์ต้งเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด
เนื่องจากผู้ป่วยอาการหนักมีโรคแทรกซ้อนแล้วเกิดอาการปอดบวมอย่างรวดเร็ว
และปอดติเชื้อรุนแรง ประกอบกับอยู่ในกลุ่มเสี่ยงมีน้ำหนักตัวมากถึง 150
กิโลกรัม

ส่วนกรณีเด็กนักเรียนในเขต อ.เมือง จ.ขอนแก่น ที่ป่วยเป็นไข้หวัด
2009 จำนวน 5 ราย ได้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น
จนต้องมีการปิดโรงเรียนในเขตเทศบาลนครขอนแก่นถึง 3 แห่ง
ขณะนี้มีอาการดีขึ้นแล้ว แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้

วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

โชวห่วย 3 จว.อีสานรวมพลังต้านเทสโก้โลตัส

ศูนย์ข่าวขอนแก่น- โชวห่วย 3 จังหวัด ขอนแก่น อุดรธานี ชัยภูมิ
รวมพลังสร้างเครือข่ายไม่เอา "เทสโก้ โลตัส" หลังถูกทุนข้ามชาติ
รุกหนักใช้ "โลตัส เอ็กซ์เพรส"
แชร์ตลาดค้าปลีกผุดสาขาขนาดเล็กในย่านชุมชนหลายอำเภอ
ระบุทุนท้องถิ่นเสียเปรียบทุกมิติ ทั้งขอความเห็นใจจากสังคม
ชี้วางมาตรการต้านยื่นหนังสือค้านต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ควบคู่ทำความเข้าใจกับประชาชนและผู้ค้าย่อยในพื้นที่
ถึงที่สุดต้องรวมตัวยื่นหนังสือถึงพ่อเมือง
ขอความเป็นธรรมยับยั้งห้างต่างชาติจนกว่าจะมี พ.ร.บ.ค้าปลีก
กำกับการแข่งขัน

พลันที่ห้างเทสโก้ โลตัส รุกหนักขยายสาขาสู่ต่างจังหวัด
แม้จะถูกคัดค้านจากผู้ประกอบการในพื้นที่ และถูกกฎหมายผังเมืองควบคุม
ขนาดธุรกิจเอาไว้ แต่เทสโก้ โลตัส ไม่ได้ละความพยายาม
ปรับกลยุทธ์ลดขนาดธุรกิจลงให้สอดคล้องกับกฎหมายผังเมือง
ให้มีพื้นที่ขายไม่เกิน 300 ตารางเมตร เปิดสาขาย่อยในย่านชุมชน
จนเกิดกระแสต่อต้านทุนค้าปลีกข้ามชาติรายใหญ่ขึ้นมาอีกครั้ง

โดยเฉพาะกรณีปัญหาที่ จ.ขอนแก่น เทสโก้ โลตัส
ได้ยื่นหนังสือขออนุญาตเปิดห้าง ในระยะเวลาไล่เลี่ยกันในหลายพื้นที่
ทั้งอำเภอเมืองหลายสาขา อ.ภูเวียง อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น
รวมถึงอำเภออื่นก็มีกระแสข่าวจะขออนุญาตปรับพื้นที่เปิดห้างเทสโก้ โลตัส
ขนาดเล็ก แต่ยังไม่ดำเนินการขออนุญาตจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
จึงเกิดกระแสคัดค้านการเปิดห้างเทสโก้ โลตัสขึ้นในพื้นที่อย่างเข้มข้น

ล่าสุด เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้ ประกอบการค้าปลีก (โชวห่วย)
ได้หารือกันถึงสถานการณ์ปัญหา ที่ อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น โดยมีร้านโชวห่วย
จาก 10 อำเภอ 3 จังหวัด ประกอบด้วย อ.เมือง อ.ชุมแพ อ.บ้านไผ่
อ.หนองสองห้อง อ.ภูเวียง อ.พล จ.ขอนแก่น อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ อ.โนนสะอาด
อ.ศรีธาตุ และอ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี
ร่วมกันแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทำงานและหาแนวทางการต่อต้านห้างเทสโก้ โลตัส


นาย นริศ จรรยานิทัศน์ ผู้ประกอบการค้าปลีกจาก อ.บ้านไผ่
ในฐานะเลขาธิการชมรมผู้ค้าปลีกและผู้ประกอบอาชีพอิสระจังหวัดขอนแก่น
เปิดเผยว่า ร้านโชวห่วยทั้ง 3 จังหวัด
มีความเห็นร่วมกันที่จะสร้างเครือข่ายต่อต้านห้างเทสโก้ โลตัส
ทุนค้าปลีกข้ามชาติรายใหญ่ รุกคืบใช้ความได้เปรียบในช่วงที่ไม่มี
กฎหมายค้าปลีกเข้ามากำกับการแข่งขัน
รุกเปิดสาขาขนาดเล็กในพื้นที่ขายไม่เกิน 300 ตารางเมตรในหลายอำเภอ

การเปิดเทสโก้ โลตัส ในท้องถิ่น เป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
เทสโก้ โลตัส ได้เปรียบร้านโชวห่วยทุกมิติ ทั้ง สายป่านธุรกิจ
การบริหารจัดการ อำนาจการต่อรอง รูปแบบธุรกิจ กลยุทธ์ด้านราคา ฯลฯ
การเปิดห้างโลตัสจะทำให้ผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่นั้น
ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จนต้องปิดกิจการลงในที่สุด

"ผู้ค้ารายย่อยไม่ปฏิเสธว่าการเปิดห้างเทสโก้ โลตัส
ส่วนหนึ่งทำให้ประชาชนในพื้นที่ได้ประโยชน์ซื้อสินค้าในราคาต่ำกว่าร้านโชว
ห่วยทั่วไป แต่หากมองผลกระทบระยะยาว เมื่อกิจการรายย่อย
ต้องล้มหายไปจากระบบ จะมีผู้กำหนดราคาเพียงไม่กี่ราย กุมอำนาจทางการค้า
สามารถกำหนดราคา ตักตวงผลประโยชน์ลักษณะใดก็ได้" นายนริศกล่าวและว่า

ประเด็น ปัญหาดังกล่าว
ร้านโชวห่วยทุกอำเภอจะตั้งทีมเฉพาะกิจขึ้นมาเพื่อทำความเข้าใจถึงปัญหาผล
กระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ค้ารายย่อยให้ครอบคลุมทุกกิจการ
พร้อมกับเร่งทำความเข้าใจแก่ประชาชนรายย่อยที่ต้องการให้เทสโก้
โลตัสเปิดห้าง ให้รับทราบถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น
โดยเฉพาะผลกระทบระยะยาวที่มีค้าปลีกรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย
กุมอำนาจค้าปลีกในพื้นที่

ควบคู่กับมาตรการคัดค้าน โดยร้านโชวห่วยแต่ละพื้นที่จะร่วมกัน
ทำหนังสือยับยั้งการขออนุญาตปรับพื้นที่ของเทสโก้ โลตัส
แก่ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าของพื้นที่ เช่น
นายกองค์การบริหารส่วนตำบล หรือนายกเทศมนตรีแต่ละแห่ง
รวมถึงยื่นหนังสือคัดค้านไปยังนายอำเภอเจ้าของพื้นที่ด้วย
ล่าสุดดำเนินการไปแล้วประกอบด้วย อ.น้ำพอง อ.หนองสองห้อง อ.พล อ.ภูเขียว
ส่วนอำเภออื่นที่ยังไม่มีการยื่นขออนุญาต
จะเฝ้าระวังกับผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด

นายนริศกล่าวต่อว่า การ รุกของห้างเทสโก้ โลตัส
ส่งผลกระทบกับประชาชนอย่างรุนแรง
เป็นปัญหาที่ผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องเข้ามาดูแลให้เกิดความเป็นธรรม
โดยร้านโชวห่วยทุกอำเภอที่ได้รับความเดือดร้อน
จะรวมตัวกันหน้าศาลากลางจังหวัดขอนแก่น
เพื่อยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น
ให้เข้ามาดูแลปัญหาความเดือดร้อนของกิจการโชวห่วยในพื้นที่ปกครองของตนเอง

โดยเฉพาะประเด็นการเร่งเปิดห้างโลตัส เอ็กซ์เพรส
ในช่วงที่ยังไม่มี พ.ร.บ.ค้าปลีกออกมากำกับดูแล
ซึ่งไม่เป็นธรรมต่อกิจการรายย่อยในท้องถิ่น
จะเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น
และจังหวัดอื่นที่ได้รับความเดือดร้อน
ให้ใช้อำนาจยับยั้งการเปิดห้างไว้ก่อน จนกว่าจะมี
พ.ร.บ.ค้าปลีกออกมากำกับการแข่งขัน

สำหรับกระแสการเปิดห้างโลตัส เอ็กซ์เพรส
เฉพาะในเขตอำเภอเมืองขอนแก่น มีกระแสข่าวว่าจะเปิดไม่ต่ำกว่า 10 สาขา
ตามย่านชุมชนขนาดใหญ่ และที่ชัดเจนที่ได้ปรับปรุงพื้นที่ไปแล้วคือ
บริเวณชุมชนตลาดหนองใหญ่ และย่านชุมชนสามแยกบ้านดอน
ในเขตเทศบาลนครขอนแก่น รวมถึงการขออนุญาตปรับพื้นที่ใน อ.ภูเวียง
อ.หนองสองห้อง และอ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น

ทั้งที่มีสาขาหลักเต็มรูปแบบ 1 สาขา บนถนนมิตรภาพ อ.เมือง
จ.ขอนแก่น และตลาดสดเทสโก้ โลตัส ที่เปิดดำเนินการไปแล้ว
ภายในห้างสรรพสินค้าแฟรี่พลาซ่า ในเขตเทศบาลนครขอนแก่น และตลาดสดโลตัส
อ.พล จ.ขอนแก่น


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000079745

วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

กวดวิชาขอนแก่นปิดยาว 2 สัปดาห์หลายเสียงไม่เชื่อตัดวงจรหวัดใหญ่ฯ ได้

ศูนย์ข่าวขอนแก่น - หลังรัฐบาลประกาศปิดโรงเรียนกวดวิชายาวเริ่ม 13-27
ก.ค. ล่าสุดสถาบันกวดวิชาหลายแห่งในจังหวัดขอนแก่น
ได้ปิดการเรียนการสอนตามคำสั่ง
โดยบางแห่งถือโอกาสปิดต่อเนื่องวันหยุดเข้าพรรษา
พ่อค้าแม่ค้าขายของหน้ากวดวิชากระทบขาดรายได้ 2 สัปดาห์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สถาบันกวดวิชาในจังหวัดขอนแก่น ราว 20
แห่ง ได้ปิดประกาศปิดการเรียนการสอนยาว 2 สัปดาห์
ตามที่รัฐบาลได้มีคำสั่งก่อนหน้านี้ให้ปิดสถาบันกวดวิชาทั่วประเทศ
ซึ่งเชื่อว่าเป็นแหล่งสำคัญในการแพร่กระจายเชื้อโรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่
2009 แม้ว่าจะมีหลายเสียงออกมาคัดค้าน
เนื่องจากไม่เชื่อว่าการปิดโรงเรียนกวดวิชา จะเป็นการตัดวงจรของโรคได้
ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาไม่ถูกจุด
ทำให้นักเรียนจำนวนมากที่ต้องพึ่งสถาบันกวดวิชาติวในช่วงใกล้สอบเก็บคะแนน
กลางภาค ต้องประสบปัญหาเดือดร้อน
นอกจากนี้พ่อค้าแม่ค้าที่เคยนำรถเข็นขายของ อาทิ ลูกชิ้น
ผลไม้และขนมทั่วไป มาขายหน้าสถาบันกวดวิชา
ได้รับความเดือดร้อนต้องหยุดขายของชั่วคราวเช่นกัน
จนกว่าโรงเรียนจะเปิดในวันที่ 28 หรือ บางแห่งกำหนดเปิดวันที่ 29
ก.ค.ทำให้ต้องขาดรายได้ไปถึง 2 สัปดาห์

สำหรับสถาบันกวดวิชาในจังหวัดขอนแก่น มีทั้งติวเฉพาะรายวิชา อาทิ
คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ เคมี และฟิสิกส์ เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีสถาบันติวเพื่อสอบเข้า ทั้งระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา
และระดับอุดมศึกษามีทั้งเป็นของท้องถิ่นที่มีชื่อเสียง
และเป็นสาขาของสถาบันกวดวิชารายใหญ่จากกรุงเทพฯ รวมกว่า 20 แห่ง

โดย บางแห่งได้ถือโอกาสปิดการเรียนการสอนต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงวันหยุดอาสาฬหบูชา
และวันเข้าพรรษา โดยปิดโรงเรียนยาวระหว่างวันที่ 9-28 ก.ค.52 รวม 20 วัน

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000078949

ซื้อขายพันธบัตรไทยเข้มแข็งที่ขอนแก่นวันแรกไม่คึก

ศูนย์ข่าวขอนแก่น -
บรรยากาศซื้อขายพันธบัตรไทยเข็มแข็งวันแรกสำหรับผู้สูงอายุ
ที่จังหวัดขอนแก่น ไม่คึกคักจากความไม่สะดวกในการเดินทางของผู้สูงอายุ
ด้านแบงก์พาณิชย์เผยการเปิดจำหน่ายวันแรกเป็นไปอย่างราบรื่น
คาดในการจำหน่ายรอบที่ 2 สำหรับประชาชนทั่วไปน่าจะคึกคักขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการซื้อขายพันธบัตรไทยเข้มแข็งตามธนาคาร
พาณิชย์หลายแห่งในจังหวัดขอนแก่นตั้งแต่เช้าวันนี้ (13 ก.ค.)
มีผู้สูงอายุตลอดจนญาติที่นำเอกสารมาดำเนินการแทน
เนื่องจากผู้สูงอายุส่วนหนึ่งไม่สะดวกในการเดินทางมาซื้อพันธบัตรไทยเข้ม
แข็ง ซึ่งวันนี้จำหน่ายเป็นรอบสำหรับผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป
ไม่คึกคักมากนัก

นางพัชราภรณ์ ทับทิม ผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ สาขาถนนประชาสโมสร
จังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่ามีผู้สูงอายุเดินทางมาเพื่อซื้อพันธบัตรตั้งแต่เช้าจนถึงเที่ยง
วันนี้ ราว 10-20 ราย ซึ่งส่วนใหญ่จะมีบุตรหลานมาด้วย
ขณะที่บางคนจะมาแทนคุณตาคุณยาย เนื่องจากอายุมาก เดินทางไม่สะดวก
ซึ่งที่ธนาคารกรุงเทพไม่มีปัญหาใดๆ การเปิดจำหน่ายเป็นไปอย่างราบรื่น
เนื่องจากทางธนาคารได้มีการแนะนำลูกค้าที่มาใช้บริการก่อนหน้านี้
ทั้งลูกค้าผู้สูงอายุและลูกค้าที่มีญาติผู้สูงอายุ
ที่สนใจจะซื้อพันธบัตรไทยเข้มแข็งไว้

โดยได้แนะนำถึงวิธีการและขั้นตอน ตลอดจนการเตรียมเอกสาร
ทำให้เมื่อถึงเวลาเปิดจำหน่ายจริง จึงสะดวกรวดเร็วสำหรับลูกค้า

อย่างไรก็ตาม
ยืนยันได้ว่าผู้ซื้อพันธบัตรไทยเข้มแข็งในรอบนี้ไม่มีลูกค้ารายใหญ่แต่อย่าง
ใด โดยส่วนมากจะเป็นข้าราชการบำนาญ และผู้สูงอายุที่มีเงินเก็บบ้าง
ซึ่งคาดว่าในการเปิดจำหน่ายพันธบัตรรอบที่ 2
สำหรับประชาชนทั่วไปและผู้มีสิทธิ์ซื้อ วันที่ 15
ก.ค.นี้น่าจะคึกคักยิ่งขึ้น

วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เลิกเหล้า! เปลี่ยนชีวิต "ลุงพล" กลายเป็นนักรณรงค์เลิกเหล้าแห่งเมืองหมอแคน

ศูนย์ข่าวขอนแก่น - "ลุงพล" ชาวขอนแก่น จากนักดื่มเหล้าตัวพ่อมาร่วม 30
ปี ณ วันนี้กลายเป็นนักรณรงค์เลิกดื่มเหล้าในชุดยมทูตเตือนใจขี่
จยย.ไปทั่วเมืองหมอแคน
หลังเข้าร่วมโครงการงดเหล้าเข้าพรรษาเมื่อหลายปีก่อน
เผยอดีตดื่มเหล้าหนักทุกวันทำให้สุขภาพแย่จนต้องออกจากงาน
แต่หลังเลิกเด็ดขาดมีเงินหยอดกระปุกทุกวัน

จาก โครงการรณรงค์ให้ช่วงเทศกาลเข้าพรรษา
เป็นช่วงเวลาของการงดเหล้า หรือ "งดเหล้าเข้าพรรษา"
ทำให้มีผู้ที่ชอบดื่มแอลกอฮอล์หลายคนได้หยุดดื่มชั่วคราวเพื่อเข้าร่วม
โครงการ เช่นเดียวกับ คุณลุงพล บุญสา วัย 65 ปี ชาวจังหวัดขอนแก่น
ได้พลิกผันชีวิตตัวเองจากที่เป็นนักดื่มตัวยงมาตลอดกว่า 30 ปี
เมื่อเข้าโครงการงดเหล้าเข้าพรรษาเมื่อปี 2548
จากวันนั้นจึงตัดสินใจหันหลังให้เหล้าเด็ดขาด

ทั้งยังได้ผันตัวเองมาเป็นนักรณรงค์ให้คนเลิกเหล้า
โดยเลือกสวมชุดยมทูตออกรณรงค์เชิญชวนให้คนงดเหล้า
จนได้รับรางวัลนักรณรงค์งดเหล้าดีเด่นฉายา "ยมทูตเตือนใจ"

"ทีมข่าว ASTV ผู้จัดการ"
ได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณลุงพลในช่วงก่อนวันเข้าพรรษาที่ผ่านภาพแรกที่เห็นคือ
ลุงพล มูลสาร ในวัย 65 ปี ชาว ต.พระลับ จ.ขอนแก่น
กำลังจุดธูปและกล่าวอธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ขอสวมชุดยมทูตเพื่อเป็นตัวแทนในการเตือนสติเพื่อนบ้านในชุมชน
ขณะทำหน้าที่รณรงค์ให้คนเลิกดื่มเหล้า ภาพแบบนี้กลายเป็นกิจวัตรของลุงพล

โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญ
หลังตัดสินใจหันหลังให้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด
ตั้งแต่เข้าร่วมโครงการงดเหล้าเข้าพรรษา ปี 2548
และมุมานะเลิกเหล้าเด็ดขาดในปี 2549

ลุง พลเล่าความหลังให้ฟังว่า
เคยทำงานรับจ้างก่อสร้างและดื่มสุราหนักเป็นประจำวันหลังเลิกงาน
ตั้งแต่อายุ 30 ปีเศษ จนเมื่ออายุมากขึ้น
สุขภาพไม่ค่อยดีก็เลิกทำงานเพราะทำไม่ไหว อีกทั้งลูก 3
คนมีงานทำและแยกครอบครัวไป โดยภรรยาย้ายไปอยู่กับลูกเพื่อช่วยเลี้ยงหลาน

ลุงพลจึงมีเวลาว่างไปร่วมกิจกรรมในชุมชนมากขึ้น
จนเมื่อคุณหมอจากสมาคมหมออนามัยมาชวนเข้าโครงการงดเหล้าเข้าพรรษาจึงเข้า
ร่วมโครงการด้วย
การตัดสินใจครั้งนั้นนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงแนวทางการใช้ชีวิต
ในที่สุดก็สามารถเลิกเหล้าได้เด็ดขาด

"ชีวิต ดีขึ้นมาก สุขภาพไม่ถูกบั่นทอนด้วยเหล้า
แต่ก่อนกินเหล้าไม่ค่อยได้กินข้าว ร่างกายก็แย่ลงเรื่อยๆ
เงินก็ไม่ค่อยมีเก็บ พอตอนนี้เงินไม่ได้เอาไปซื้อเหล้า ก็มีให้เก็บ มี 5
บาท 10 บาท ก็หยอดกระปุกไป"

ลุงพลเล่าต่อว่า เมื่อสุขภาพดีขึ้นจากการเลิกดื่ม
ลุงพลจึงพลิกผันชีวิตตัวเองหันมาเป็นนักรณรงค์งดเหล้า
นำเงินเก็บออมมาตัดเย็บชุดยมทูต แล้วขับขี่รถจักรยานยนต์ออกไปตาม
ถนนในหมู่บ้าน พร้อมร่วมกิจกรรมรณรงค์เมาไม่ขับ
ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยเตือนใจคนให้รู้สึกกลัวความตายและตระหนักถึงการสูญเสีย
หากไม่เลิกดื่ม และเมาแล้วขับ

การตระเวนออกไปรณรงค์ให้คนเลิกดื่มเหล้า
ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลสงกรานต์ ปีใหม่ และเข้าพรรษา มากว่า 3 ปี
มีทั้งได้ผลและล้มเหลว แม้จะรู้ถึงโทษภัยจากการดื่มจนขาดสติ
แต่คนยังนิยมดื่มกันมากขึ้น
ทำให้ลุงพลคิดจะเลิกเป็นนักรณรงค์หลายต่อหลายครั้ง
แต่ก็เปลี่ยนใจเพราะยังเชื่อว่าหากยังมีคนรณรงค์ต่อเนื่อง
ก็น่าจะช่วยเตือนสติหมู่นักดื่มได้บ้าง ไม่มากก็น้อย

"เรา ไม่ได้บอกให้เลิกเลย ก็ให้ค่อยๆ ลด ลดแล้วก็ละ
ละแล้วก็เลิกได้ คนที่เคยกินด้วยกันก็จะพูดว่าเลิกไม่ได้หรอก
เลิกแล้วเดี๋ยวมันจะตาย เคยกินมาตั้งนาน ถ้าเลิกไปมันจะตาย
ก็บอกว่าก็คนคนนี้ไง กินมาด้วยกันก็เลิกได้ ไม่เห็นตาย ยังอยู่ดี
สุขภาพดีขึ้น แถมมีเงินเก็บด้วย"คุณลุงพลเล่า

ด้วยความตั้งใจทุ่มเทให้กับการรณรงค์เลิกเหล้า
ทำให้คุณลุงพลได้รับใบเกียรติบัตร "นักรณรงค์งดเหล้าดีเด่น
หรือยมทูตเตือนใจ" จากศูนย์แก้ไขการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
สมาคมหมอนามัย และเครือข่ายองค์กรงดเหล้ามอบให้

ตลอดจนใบเกียรติบัตรอีกหลายใบจากหลายองค์กร
เป็นเครื่องการันตีความตั้งใจจริงของชายชราวัย 65 ปีผู้นี้
ที่ยังสวมชุดยมทูตออกไปเตือนใจผู้คน
พร้อมให้กำลังใจในฐานะคนที่เคยดื่มหนักมาหลายสิบปีว่า
"ขอเพียงมีใจมุ่งมั่น และนึกถึงผลดีต่อตนเอง ครอบครัวและสังคม
การเลิกดื่มก็จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000077899

สสจ.ขอนแก่นระบุพบผู้ติดเชื้อหวัดใหญ่ 2009 แล้ว 40 ราย ต้องเฝ้าระวังกว่าพัน

สสจ.ขอนแก่นระบุพบผู้ติดเชื้อหวัดใหญ่ 2009 แล้ว 40 ราย ต้องเฝ้าระวังกว่าพัน
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 9 กรกฎาคม 2552 14:52 น.
ศูนย์ข่าวขอนแก่น -
สสจ.ขอนแก่นเผยพื้นที่ขอนแก่นพบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 2009 แล้ว 40 ราย อีก
23 รายเป็นผู้ป่วยจากต่างจังหวัดเดินทางเข้ามารับการรักษา
ขณะที่ตัวเลขต้องเฝ้าระวังสูงถึง 1,029 ราย อย่างไรก็ตาม
ได้บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควบคุมป้องกันเต็มรูปแบบพร้อมเร่งให้ความ
รู้แก่ประชาชนในการลดความเสี่ยงติดเชื้อ

นายวิฑิต สฤษฏีชัยกุล
รักษาราชการแทนนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น
เปิดเผยถึงสถานการณ์และมาตรการการป้องกันโรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009
ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นว่า ล่าสุด วันนี้ (9 ก.ค.)
พบผู้ป่วยยืนยันโรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 จำนวนทั้งสิ้น 63 ราย
เป็นผู้ป่วยที่มีภูมิลำเนาในจังหวัดขอนแก่น 40 ราย
ที่เหลือเป็นผู้ป่วยจากต่างจังหวัด สภาพผู้ป่วยรักษาหายแล้ว 54 ราย
ยังคงรักษาอยู่ในโรงพยาบาลจำนวน 9 ราย
ขณะเดียวกันมีผู้ป่วยเข้าข่ายเฝ้าระวัง 1,029 ราย

ทั้งนี้ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น
และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ใช้มาตรการดูแลเฝ้าระวังอย่างเต็มรูปแบบทั้ง
ด้านการรักษาพยาบาล การป้องกันและควบคุมโรค
และเร่งการให้ความรู้แก่ประชาชนในการดูแลรักษาสุขภาพและสุขอนามัย

สำหรับการควบคุมป้องกันโรคนั้นได้ดำเนินการเต็มที่เช่นกัน
โดยกำหนดให้โรงพยาบาลทุกแห่งจัดระบบบริการ จุดคัดกรองโรค
ห้องแยกโรคปลอดเชื้อ สำรองอัตรากำลังแพทย์และพยาบาล
และเวชภัณฑ์ยาและวัสดุอุปกรณ์อย่างเพียงพอ ส่วนการป้องกันและควบคุมโรค
ได้ขอความร่วมมือไปยังหน่วยงาน สถาบันการศึกษา สถาบันกวดวิชา ร้านค้า
แหล่งชุมชนที่มีความเสี่ยงสูง

เช่น โรงภาพยนตร์ สถานบันเทิง ห้างสรรพสินค้า
โดยเฉพาะร้านอินเทอร์เน็ต ร้านเกม ในการรณรงค์ทำความสะอาดสถานที่
และข้อปฏิบัติในการป้องกันควบคุมโรค ตลอดจนการงดให้บริการหากมีข้อบ่งชี้

ทั้ง นี้ ในช่วงที่มีการระบาดนี้
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่นได้ขอความร่วมมือจากผู้ปกครอง
และประชาชนทุกท่าน ในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ
โดยเมื่อเริ่มป่วยมีไข้ควรหยุดเรียน หยุดงาน
พักผ่อนรักษาตัวจนกว่าจะหายป่วย ขณะที่มีอาการไอจาม
มีน้ำมูกหรือเสมหะควรสวมหน้ากากอนามัย การไอ จาม
กรณีฉุกเฉินที่ไม่มีหน้ากากอนามัย หรือผ้าเช็ดหน้า
อาจใช้แขนหรือคอเสื้อในการปิดปากปิดจมูก เพื่อลดการฟุ้งกระจายของเชื้อโรค
หมั่นล้างมือด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ

โดย เฉพาะหลังไอจาม หลังสั่งหรือเช็ดน้ำมูก ไม่ใช้แก้วน้ำ
ผ้าเช็ดหน้า ฯลฯ ปะปนกับผู้อื่น
การรับประทานอาหารร่วมกันควรใช้ช้อนกลางหมั่นรักษาร่างกายให้แข็งแรงเสมอ
สมบูรณ์ หากผู้ป่วยเป็น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้ที่มีโรคเรื้อรัง
ต้องรีบพาไปพบแพทย์ทันที

วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ปิดเรียน! สถานศึกษาหลายแห่งในขอนแก่นตัดวงจรระบาดหวัดใหญ่ 2009

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 กรกฎาคม 2552 13:36 น.
ศูนย์ข่าวขอนแก่น - สถาบันการศึกษาในจังหวัดขอนแ่ก่นหลายแห่ง
ปิดการเรียนการสอนยาว หลังพบผู้ติดเชื้อหวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009
เปิดเรียนอีกครั้งในวันที่ 9 กรกฎาคม
โดยสาธารณสุขจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
จะได้ออกไปทำความสะอาดพ่นยาฆ่าเชื้อ เพื่อป้องกันไข้หวัด 2009

รายงานข่าวแจ้งว่า
ภายหลังผลตรวจนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเตขอนแก่น
11 คน ที่ป่วยมีไข้สูง
ได้รับการส่งตัวรักษาและเฝ้าระัวังอาการในห้องควบคุมพิเศษโรงพยาบาลสิริธร
อ.บ้านแฮด จังหวัดอนแก่น ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2552
พบติดเชื้อหวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 นั้น

ล่าสุด แพทย์จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น
และโรงพยาบาลขอนแก่น
จึงได้ร่วมกันตั้งศูนย์คุ้มครองเฝ้าระวังการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์
ใหม่ 2009 พร้อมจัดทีมแพย์เฝ้าระวังต้องดูแลพื้นที่การแพร่ระบาดอย่างใกล้ชิด
และส่งเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดพ่นยาฆ่าเชื้อ
ทั้งจุดอับแสงตามตัวอาคารและห้องเรียนต่างๆ
และที่ที่นักศึกษาต้องอยู่ร่วมกันจำนวนมก เช่น โรงอาหาร หอประชุม เป็นต้น

ด้าน นายธวัชชัย สิมา ผู้ช่วยคณบีฝ่ายพัฒนานักศึกษา
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแกน กล่าวว่า
ได้สั่งนักศึกษาปี 1
และรุ่นพี่ที่คลุกคลีกับรุ่นน้องหยุดเรียนจนถึงวันที่ 9 กรกฎาคม
พร้อมปฏิบัติตามคำสังของ สสจ.ขอนแก่นอย่างเคร่งครัด
ส่วนนักศึกษาที่ติดเชื้อทั้ง 11 คน
ซึ่งพักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลสิรินธรขอนแก่น
แพทย์ตรวจดูอาการอย่างใกล้ชิด ล่าสุดอาการดีข้น และให้กลับบ้านแล้ว 6 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังมีการแพร่ระบาดของเชื้อหวัด 2009 ใน
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น โรงเรียนอนุบาล
และโรงเรียนประถมโดยรอบมหาวิทยาลัยราชมงคล เช่นโรงเรียนพัฒนาเด็ก
ตลอดจนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่นมอดินแดง
ก็ได้สั่งหยุดการเรียนการสอน ปิดเรียนไปแล้วด้วย
ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของเด็ก โดยทาง
สสจ.จะส่งเจ้าหน้าที่ไปพ่นยาฆ่าเชื้อ

ส่วนโรงเรียนประถมและมัธยมศึกษาอื่นๆ
ในจังหวัดหลายแห่งได้ประสานโรงพยาบาลเอกชน
จัดหน่วยแพทย์มาฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดให้แก่นักเรียนด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ นพ.วิทิต สฤษฏีชักุล รองนายแพทย์ สสจ.ขอนแก่น
เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในเขตพื้นที่
จ.ขอนแก่น ว่า สสจ.ขอนแก่น มียาต้านไวรัสอยู่ในพื้นที่จำนวนกว่า 2,000
เม็ด ซึ่งดูแลได้ประมาณ 200 คน หากมีการระบาดในพื้นที่
จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่เข้าใจและอย่าตื่นตระหนก สสจ.ขอนแก่น
ได้เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และพร้อมรับมือกับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่
2009 ตลอดเวลา

วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2552

บสย.โอ่เดินสายตลาดนัดเงินกู้ฯภาคอีสานสำเร็จ ลั่นเถ้าแก่ SMEs ร่วมกิจกรรมมากกว่า 6,000 ราย

ศูนย์ข่าวขอนแก่น- บสย.โอ่ผลจัดกิจกรรมโรดโชว์ "ตลาดนัดเงินกู้
กู้อย่างไรให้ได้เงิน" 9 เวที ครอบคลุม 19
จังหวัดภาคอีสานประสบผลสำเร็จเกินคาด ระบุเถ้าแก่ SMEs
เข้าร่วมงานมากกว่า 6,000 คน ทั้งที่ประเมินไว้แค่ 2,000 คน
เชื่อเป็นกลไกสำคัญ
ให้ผู้ประกอบการระดับฐานล่างเข้าถึงแหล่งเงินทุนเป็นรูปธรรม
มั่นใจกระตุ้นตัวเลข GDP ของประเทศปรับตัวดีขึ้น

วันนี้ (26 มิ.ย.) ธนาคารแห่งประเทศไทย
สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ร่วมกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จัดงาน
"ตลาดนัดเงินกู้ กู้อย่างไรให้ได้เงิน" โดยมีพยัต ชาญประเสริฐ
รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานเปิดงาน
พร้อมด้วยผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในจังหวัดขอนแก่นและจังหวัด
ใกล้เคียง เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง มากกว่า 600 คน ณ โรงแรมโฆษะ
อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น

รูปแบบการจัดงาน เป็นจัดสัมมนาให้ความรู้กับผู้ประกอบการรายย่อย
ผลักดันให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน ภายใต้รูปแบบตลาดนัดเงินกู้
โดยมีสถาบันการเงินชั้นนำกว่า 16 แห่ง อาทิ ธนาคารกรุงไทย,
ธนาคารไทยพาณิชย์, ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ฯลฯ
มาร่วมเปิดบูธให้คำปรึกษาทางการเงินแก่ผู้สนใจเป็นรายบุคคล
พร้อมรับคำขอกู้เงินจากผู้ประกอบการ SMEs ภายในงาน
พร้อมให้คำตอบเบื้องต้นในการขอกู้เงิน

โดยเฉพาะการชี้แจงหลักเกณฑ์และการปฏิบัติขอรับบริการค้ำประกันสิน
เชื่อจาก บสย. ตามโครงการ Portfolio Guarantee Scheme วงเงินค้ำประกัน
30,000 ล้านบาท และเป็นส่วนย่อยในโครงการไทยเข้มแข็งของรัฐบาลชุดนี้
เพื่อมุ่งฟื้นฟูเศรษฐกิจภายในประเทศให้สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้
ผลักดันตัวเลข GDP ให้ขยายตัวสูงขึ้น

นายสุรชัย ดนัยตั้งตระกูล รักษาการผู้จัดการทั่วไป
บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า ผล
การจัดงานเดินสาย ตลาดนัดเงินกู้ในพื้นที่ภาคอีสาน ทั้งสิ้น 9 เวที
ครอบคลุมทั้ง 19 จังหวัด ประสบผลสำเร็จน่าพอใจ
ต่อสร้างการรับรู้ถึงบริการประกันสินเชื่อของ บสย.
เพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม
เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างเป็นรูปธรรม

จากการประเมินเฉพาะการจัดเวทีตลาดนัดเงินกู้ ใน 8 เวทีที่ผ่านมา
ประกอบด้วย จังหวัดเลย อุดรธานี ชัยภูมิ นครราชสีมา สุรินทร์ อุบลราชธานี
สกลนคร และร้อยเอ็ด ประสบผลสำเร็จมาก มีผู้ประกอบการ SMEs
ในพื้นที่เข้าร่วมสัมมารวมแล้วมากกว่า 6,000 คน
สูงกว่าเป้าหมายที่ประเมินไว้ประมาณ 2,000 คนเท่านั้น เชื่อว่า
จะสร้างความตื่นตัวกับผู้ประกอบการ SMEs ต่อการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้

เบื้องต้นผู้ประกอบการ SMEs ที่เข้าร่วมกิจกรรมตลาดนัดเงินกู้
ได้มีการพบปะติดต่อกับสถาบันการเงินที่ร่วมเปิดบูธ
เป็นการกระจายโอกาสต่อการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้ผู้ประกอบการ SMEs
โดยเฉพาะกลุ่มที่ขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
ไม่เพียงพอต่อวงเงินขอสินเชื่อ สามารถเข้ามาใช้บริการของ
บสย.เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างเป็นรูปธรรม

คาดว่า ภายหลังจากเสร็จสิ้นการเดินสายจัดเวทีที่ภาคอีสานแล้ว
สถาบันการเงินทั้ง 16 แห่งที่เข้าร่วมกิจกรรมกับ
บสย.จะมีการส่งลูกค้าที่ติดต่อขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน
แต่ขาดหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือหลักทรัพย์ค้ำประกันไม่เพียงพอกับวงเงินกู้
ส่งเรื่องต่อมาใช้บริการ บสย.
ให้การติดต่อขอสินเชื่อของลูกค้าแต่ละรายประสบผลสำเร็จ

ล่า สุด ผลการดำเนินงานของ บสย.สามารถค้ำประกันสินเชื่อให้กับ
SMEs ทั้งประเทศได้แล้วกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งการจัดเงินสรรเงินกว่า
30,000 ล้านบาท ตามโครงการ Portfolio Guarantee Scheme
เป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้ตัวเลข GDP ของประเทศปรับตัวดีขึ้น
เพราะแหล่งเงินทุนจะสามารถเข้าถึงผู้ประกอบการระดับล่าง
บรรลุเป้าหมายฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศไทยตามโครงการไทยเข้มแข็ง
ที่รัฐบาลชุดปัจจุบันได้วางยุทธศาสตร์ไว้

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000072589

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2552

"ตึกคอมโฆษะขอนแก่น"จัด"มอเตอร์โชว์" ไม่เชื่อตลาดทรุดมั่นใจขายเกิน200คัน

ศูนย์ข่าวขอนแก่น-"ตึกคอมโฆษะ ขอนแก่น" จัดมอเตอร์โชว์ 2009
กระตุ้นตลาดรถยนต์เมืองหมอแคนให้คึกคัก ประสานดีลเลอร์รถยนต์ มากกว่า 10
ค่าย พร้อมผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ และสินค้าเกี่ยวเนื่อง ร่วมออกบูธ
ประธานชมรมผู้ค้ารถยนต์ ไม่เชื่อตลาดรถยนต์ทรุดหนัก
มั่นใจบริษัทแม่ต้องปรับกำลังผลิตรถเพิ่ม เชื่อยอดขายงานภายในงานพุ่งเกิน
200 คันแน่ ทั้งเตรียมจัดมอเตอร์โชว์อีกครั้งปลายปีนี้

เมื่อเร็วๆนี้ ศูนย์การค้าตึกคอมโฆษะ
ศูนย์การค้าสินค้าไอทีในจังหวัดขอนแก่น
ร่วมกับชมรมผู้ค้ารถยนต์จังหวัดขอนแก่น จัดงาน "ตึกคอม มอเตอร์โชว์ 2009"
โดยมีนายอนุกูล ตั้งคณานุกูลชัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น
และนายสมควร นกหงส์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทตึกคอมเอ็นอี จำกัด
พร้อมด้วยผู้บริหารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมในพิธีเปิดงาน ณ
เวทีกิจกรรมด้านใน ศูนย์การค้าตึกคอมโฆษะ อ.เมือง จ.ขอนแก่น

การจัดกิจกรรมตึกคอมมอเตอร์โชว์ 2009
เป็นการจัดกิจกรรมมอเตอร์โชว์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3
ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้ค้ารถยนต์ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น
เข้าร่วมกิจกรรมมากกว่า 10 ราย พร้อมด้วยผู้ค้ารถจักรยานยนต์
จากค่ายฮอนด้า และยามาฮ่า พร้อมอุปกรณ์ประดับยนต์ ร่วมออกบูธแสดงสินค้า ณ
ลานกิจกรรม และภายในศูนย์การค้าตึกคอมโฆษะขอนแก่น ระหว่างวันที่ 23-28
มิ.ย.นี้

สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ มีสถาบันการเงินจาก
ธนาคารเกียรตินาคิน เข้าร่วมออกบูธ
เพื่อให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์แก่ผู้บริโภคที่สนใจซื้อรถยนต์ภายใน
งานด้วย นำโปรโมชั่น ดาวน์น้อย ผ่อนนาน ดอกเบี้ยต่ำ
และอนุมัติสินเชื่อรวดเร็ว
ผู้ซื้อรถสามารถทราบผลการขอสินเชื่อเบื้องต้นได้ทันที
เป็นกลไกสำคัญต่อการผลักดันยอดขายรถยนต์ภายในงาน
ร่วมด้วยกิจกรรมสร้างสีสัน การประกวดพริตตี้ตึกคอม และสาวไคโยตี้
ตลอดระยะเวลาการจัดงาน

ด้าน นายสุรพล ทวีแสงสกุลไทย
ประธานชมรมผู้ค้ารถยนต์จังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่า
สถานการณ์ตลาดรถยนต์ในจังหวัดขอนแก่นและภาพรวมทั้งประเทศ ไม่ได้เลวร้าย
ตามที่มีคาดการณ์ว่า
ยอดขายรถยนต์จะทรุดตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจในประเทศชะลอตัว
โดยประมาณการยอดขายตกลงมากกว่า 30% นั้น
ทำให้บริษัทแม่ผู้ผลิตต้องลดกำลังผลิตรถยนต์ตามปัจจัยภาวะตลาดที่ไม่อำนวย

แต่ภาพรวมตลาดรถยนต์ที่ผ่านมาพบว่า
ยอดขายรถยนต์ไม่ได้ชะลอตัวตามที่คาดไว้ ตัวเลขยอดขายรถยนต์จากหลายค่าย
กลับไม่พอต่อความต้องการของผู้บริโภค เชื่อมั่นว่าบริษัทแม่ผู้ผลิต
น่าจะมีการทบทวน และปรับเพิ่มกำลังการผลิตรถยนต์
รองรับความต้องการรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นแน่

ส่วนการจัดงานตึกคอมมอเตอร์โชว์ 2009
น่าจะได้รับการตอบรับจากประชาชนและผู้สนใจเข้ามาเลือกซื้อรถยนต์ภายใน
งานอย่างคึกคัก โดยมีหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบด้านบวก
ทั้งประสิทธิภาพเครื่องยนต์ที่พัฒนาให้ประหยัดเชื้อเพลิงยิ่งขึ้น
อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำ ที่สำคัญภายในงานนี้มีธนาคารเกียรตินาคิน
มาให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อ ทำให้ง่ายต่อการตัดสินใจซื้อรถ คาดว่า
ยอดขายรถยนต์ภายในงานตึกคอมมอเตอร์โชว์ น่าจะมีตัวเลขยอดขายเกิน 200 คัน

ทั้ง นี้ ชมรมผู้ค้ารถยนต์จังหวัดขอนแก่น
มีเป้าหมายจัดกิจกรรมกระตุ้นตลาดรถยนต์อย่างต่อเนื่อง ช่วงปลายปีนี้
ชมรมผู้ค้ารถยนต์จังหวัดขอนแก่น เตรียมจัดงานมอเตอร์โชว์ ขึ้นอีกครั้ง
โดยจะประสานผู้จำหน่ายรถยนต์ทุกค่ายในพื้นที่ มาร่วมออกบูท ณ
บริเวณลานกิจกรรมหน้าห้างบิ๊กซี ขอนแก่น
คาดว่าจะได้รับความสนใจจากประชาชนและสร้างสีสันให้ตลาดรถยนต์ขอนแก่นในช่วง
ไฮซีซันได้อย่างคึกคัก


http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000072072

วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2552

โชวห่วยภูเวียงรวมพลังต้าน "เทสโก้ โลตัส" ลงนามครึ่งพันยื่นหนังสือยับยั้ง

ศูนย์ข่าวขอนแก่น - กระแสต้านเทสโก้ โลตัส ระอุที่ อ.ภูเวียง
หลังตัวแทนเทสโก้ โลตัส ยื่นขอปรับปรุงอาคารรองรับการเปิดห้างขนาดเล็ก
ในพื้นที่ไม่เกิน 300 ตารางเมตร ที่อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น
ล่าสุดจัดเวทีให้ความรู้ถึงผลกระทบจากห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ
พ่อค้ารายย่อย เชื่อกระทบกิจการโชวห่วยในเขตเทศบาลมากกว่า 200
ร้านค้าอาจถึงขั้นปิดกิจการ พร้อมแสดงจุดยืนร่วมลงนามกว่าครึ่งพัน
ยื่นหนังสือยับยั้งการเปิดเทสโก้ โลตัส ถึงนายอำเภอภูเวียง
และนายกเทศมนตรี

วันนี้ (24 มิ.ย.) กลุ่ม พ่อค้า-แม่ค้าในตลาดสดเทศบาลตำบลภูเวียง
พร้อมด้วยผู้ประกอบการค้าปลีกรายย่อยในเขตอำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น
ในนาม "ชมรมผู้ค้าปลีกและประกอบอาชีพอิสระอำเภอภูเวียง" สวมเสื้อสีชมพู
มากกว่า 200 คน จัดเวทีให้ความรู้ถึงผลกระทบจากการลงทุนของห้างค้าปลีกรายใหญ่
เทสโก้ โลตัส ที่เตรียมการเข้ามาลงทุนเปิดห้างโลตัสในพื้นที่ อ.ภูเวียง ณ
ลานตลาดสดเทศบาลตำบลภูเวียง อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น


การจัดเวทีดังกล่าว
มีตัวแทนกลุ่มผู้ประกอบการค้าปลีก-ค้าส่งจากพื้นที่ อ.พล อ.บ้านไผ่
อ.ชุมแพ มาให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการค้าปลีก-ค้าส่งในท้องถิ่นอ.ภูเวียง
โดยเฉพาะผู้ประกอบการจาก อ.พล
ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการลงทุนของห้างโลตัสใน อ.พล
ภายใต้รูปแบบตลาดโลตัส มาถ่ายทอดผลกระทบและปลุกจิตสำนึกให้ผู้ค้าใน
อ.ภูเวียง ร่วมกันต่อต้านการเข้ามาลงทุนเปิดห้างโลตัสอย่างเข้มแข็ง

ทั้งนี้ตาม ถนนสายหลักในพื้นที่ อ.ภูเวียง
ได้มีการเขียนป้ายคัดค้านการเปิดห้างเทสโก้ โลตัส ในอ.ภูเวียง
ติดตามถนนสายหลัก และหน้าร้านค้าต่างๆ ทั่วพื้นที่เขตเทศบาลตำบลภูเวียง
หลังจากที่มีตัวแทนของห้างเทสโก้ โลตัส
เข้ามายื่นขออนุญาตปรับปรุงพื้นที่อาคารพาณิชย์ รองรับการเปิดเทสโก้
โลตัส ในพื้นที่ขายไม่เกิน 300 ตารางเมตร กับเทศบาลตำบลภูเวียง
จึงเกิดกระแสคัดค้านจากร้านโชวห่วย ผู้ประกอบการรายย่อยขึ้น

นายพิชิต อัศวปรีดาวงศ์
เจ้าของกิจการร้านโชวห่วยในเขตเทศบาลตำบลภูเวียง เปิดเผยว่า
ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า เทสโก้ โลตัสจะเข้ามาเปิดห้าง ที่อ.ภูเวียง
ค่อนข้างแน่นอน โดยเช่าอาคารพาณิชย์ 4 คูหา ในเขตเทศบาลตำบลภูเวียง
พร้อมทั้งได้ยื่นเรื่องปรับปรุงอาคารดังกล่าว ต่อเทศบาลตำบลภูเวียงแล้ว
รองรับการขายสินค้าขนาดไม่เกิน 300 ตารางเมตร

ในส่วนผู้ประกอบการโชวห่วย และร้านค้าย่อยทั่วไปในพื้นที่
อ.ภูเวียง ไม่เห็นด้วยที่ห้างเทสโก้ โลตัส จะเข้ามาลงทุนเปิดโลตัส
ในอำเภอภูเวียง แม้ว่าจะเป็นการลดขนาดการลงทุนในพื้นที่ขายไม่เกิน 300
ตารางเมตรก็ตาม เพราะเชื่อว่าจะส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการรายย่อยในเขตอำเภอภูเวียงเป็นวง
กว้าง

เฉพาะร้านโชวห่วยซึ่งเป็นธุรกิจรับผลกระทบโดยตรงจากการลงทุนของเท
สโก้ โลตัส มีผู้ประกอบการร้านโชวห่วยเฉพาะในเขตเทศบาลตำบลภูเวียง
มากกว่า 200 ร้านค้า จะได้รับผลกระทบในระดับที่รุนแรง
จนถึงขั้นต้องปิดกิจการลงจำนวนมาก เป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
เพราะเทสโก้ โลตัส ได้เปรียบในทุกด้าน ทั้งอำนาจต่อรอง ต้นทุนสินค้า
การบริหารจัดการ และรูปแบบธุรกิจในสไตล์โมเดิร์นเทรด

โดยมีบทเรียนสำคัญจากการลงทุนของโลตัส เปิดสาขาหลักที่ จ.ขอนแก่น
และการเปิดตลาดโลตัสที่ อ.พล จ.ขอนแก่น
ส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการรายย่อยในท้องถิ่นเป็นวงกว้าง
โดยเฉพาะในเขตอ.พล ได้ทำลายกิจการผู้ค้ารายย่อยท้องถิ่น
ต้องล้มเลิกกิจการลงจำนวนมาก ดังนั้นผู้ประกอบการรายย่อยในอ.ภูเวียง
จะคัดค้านการลงทุนของโลตัสอย่างถึงที่สุด

ชาวภูเวียงกว่าครึ่งพันร่วมลงนามค้านโลตัส


ภายหลัง การจัดเวทีให้ความรู้ถึงผลกระทบจากห้างเทสโก้ โลตัสแล้ว
เวลาประมาณ 13.30 น. กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยในอ.ภูเวียง
ได้จัดขบวนรณรงค์ พร้อมกับทำหนังสือเปิดผนึก เพื่อยื่นต่อนายวิเชียร
บุญแลบ นายอำเภอภูเวียง และนายฉิน วรปัญญาสถิต
นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลภูเวียง เพื่อ คัดค้านการเปิดเทสโก้ โลตัส
ในอ.ภูเวียง โดยให้เหตุผลถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการค้าปลีกใน
อ.ภูเวียง ตลอดจนทำลายความสัมพันธ์อันดีงามของคนในพื้นที่ อ.ภูเวียง
พร้อมกับนำรายชื่อผู้คัดค้านมากกว่า 560
รายชื่อแนบท้ายพร้อมกับหนังสือคัดค้านดังกล่าว

ด้าน นายฉิน วรปัญญาสถิต นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลภูเวียง
กล่าวถึงการยื่นขออนุญาตปรับปรุงอาคาร เพื่อเปิดห้างโลตัสภูเวียงว่า
มีการยื่นปรับปรุงอาคารพาณิชย์รองรับการเปิดโลตัสที่ อ.ภูเวียงจริง
เป็นการยื่นปรับปรุงอาคารที่ถูกต้อง แต่เอกสารหลักฐานยังไม่ครบ
ทางเทศบาลตำบลภูเวียง จึงไม่ยังไม่เลขที่รับหนังสือ

ข่าวการลงทุนเปิดเทสโก้ โลตัส ใน อ.ภูเวียง
ยอมรับว่ามีความคิดเห็นแตกต่างออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายคัดค้าน
จากกลุ่มพ่อค้าและผู้ประกอบการรายย่อยใน อ.ภูเวียง
เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเทสโก้ โลตัส ส่วนอีกฝ่ายคือ
ประชาชนทั่วไป สนับสนุนให้เปิดโลตัส
เพราะต้องการให้เกิดการแข่งขันทางการค้าโดยเสรี
ต้องการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคในราคาถูก

ความคิดเห็นที่แตกแยกดังกล่าว
เทศบาลตำบลภูเวียงจะมีกระบวนการให้ความรู้
และทำความเข้าใจต่อประชาชนทั้งอำเภอภูเวียง ให้ประชาชนทุกกลุ่มใน
อ.ภูเวียง หันหน้าเข้าหากัน เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
เข้าใจถึงปัญหาความเดือดร้อนจากการลงทุน
และพยายามเข้าไปช่วยเหลือกลุ่มที่เดือดร้อน
ให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000071431

ชห่วยก็ต้องปรับปรุงตัวเองด้วย
เช่นไปซื้อเงาะที่โลตัสราคาก็พอๆกับในตลาดเผลอๆถูกกว่าอีก
แถมเลือกได้ตามใจชอบ ไม่ใช่ให้แม่ค้าหยิบให้
เวลาโชว์ก็เอาลูกสวยๆไว้ข้างนอก พอจะหยิบขายก็เอาลูกสวยๆ
2-3ลูกที่เหลือก็เอาลูกที่ไม่ค่อยดีใส่ปนลงไป
โลตัสไปเดินดูเฉยๆไม่ต้องซื้อก็ได้ไม่มีใครว่า เข้าก็ไหว้ออกก็ไหว้
พูดก็เพราะ ที่จอดรถก็สะดวก
สินค้าบางอย่างถ้าไม่ดีเอามาเปลี่ยนมาคืนได้อีกต่างหาก
ไม่ได้คาดหวังให้โชห่วยทำได้ขนาดนี้หรอกนะ เอาแค่ยิ้มแย้มแจ่มใส
ไม่เอาสินค้าหมดอายุมาขาย หรือไม่ก็มีบริการส่งถึงบ้าน
ดูตัวเองด้วย
--
เห็นว่าไม่อยากเอาเงินไปให้ต่างชาติ แล้วถ้าไม่ใช่Lotus
ที่เป็นของต่างชาติ แต่เป็นBig-C หล่ะ จะเปิดได้รึเปล่า

โชว์ห่วย
-กำหนดราคาตามใจฉัน
-บริการยอดแย่ ลองไปซื้อตอนละครมาสิ ยังกะจะไปขอมันกิน
-ฝุ่นเขลอะ ร้านเละ พื้นเน่า
-สามารถขายเหล้าได้ทั้งวัน ...ปิดร้านไปแล้ว หรือวันหยุดที่ห้ามขาย
มันยังสามารถแอบได้
-มาม่าซองแตกมั่ง ขนมปังหมดอายุมั่ง.. เลย์นี่บางทีนึกว่าเค้าออกใหม่ "เลย์ผง!!"
-แล้วลองนึกภาพปลากระป๋อง น้ำปลา น้ำตาล ในร้านโชว์ห่วยสิ อยากจะซื้อมากินมั๊ย
-พอประกาศขึ้นราคาอะไร ของมันจะหมดทันทีโดยไม่ทราบสาเหตุ บางที่ขึ้นก่อนซะอีก
-....ฯลฯ //
-เออใช่ ..แต่ก็มีเห็นดีอยู่อย่างนึงที่ บางร้านลูกสาวสวย

ถ้าโชว์ห่วยยังคงศักยภาพการบริการไว้สุดยอดแบบนี้ ไม่ต้อง Lotusหรอก 7-11
หรือ 108 น้าๆเค้าก็ตายแล้ว มองตัวเองกันมั่งเหอะ
แค่ ทำร้านให้สะอาด ถูกสุขอนามัย
บริการดีหน่อยยังไงคนไทยก็เค้าก็อุดหนุนคนไทยอยู่แล้ว
แถมยังผูกพันกันมานาน ถึงแพงกว่าบาทสองบาท ให้สุนัขกินยังเยอะกว่า ....
ว่าแล้วก็ "เฮียยยย ... ม่ามา2ซอง" (ปลายเดือนแว้ว-*-)
boochi
-+-
แน่ใจรึว่าเข้าก็ไหว้ออกก็ไหว้
ล่าสุดไปเที่ยวหัวหัวหิน เห็นด่าป้าแก่ๆคนนึงอ่ะ
ที่สำคัญป้าแก่ๆเขาก็คือลูกค้า และที่โลตัสฟอร์จูนแถวบ้านผม
บริการห่วยมาก พูดจาไม่ดีไม่ยิ้มแย้ม
รู้ว่ามันได้เงินเดือนกันแค่4-5พันบาทถ้าไม่เต็มใจเงินเดือนแบบนี้ไปทำ
7-11ผมว่าได้เยอะกว่า
เวลาไปซื้อของที่นั่นผมมักจะรีบกองๆของจ่ายเงินและรีบไปเลย
ยอมรับว่าของบางอย่างมันถูกจริง
ผมเอง
+-+-+
สนับสนุนให้เปิด เพราะมีมาตรฐาน ที่เน้นเลยคือความสะดาด สุขอนามัย
ตลาดท้องถิ่นทั่งประเทศยากที่จะพัฒนา เจ้าของตลาดเก็บตังค์อย่างเดียว
เหมือนกับตีหัวเข้าบ้าน ไหนจะค่าเช่า รายวัน รายเดือน รายปี
แต่ไม่เคยจะปรับปรุงให้น่าเข้าไปเดินซื้อ กลิ่นจากท่อน้ำ
ความสกปรกที่พ่อค้า แม่ค้าเองก่อให้เกิด 100 แม่ค้า 100 พ่อค้า 100
คนส่งสินค้า มันกี่ร้อยพ่อพันแม่แล้ว มีที่ชื่นชมก็ตลาดติดแอร์
นี้เยี่ยมเลย ถ้าเจ้าของตลาด แม่ค้า พ่อค้า ไม่ปรับปรุง แก้ไข
เพราะตลาดก็เหมือนบ้านของคุณๆท่านๆ คนซื้อก็เปรียบเสหมือนแขก
ก็ลองพิจารณาดู และนับวันเชื้อโรคยิ่งมีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ใครจะไปซื้อของที่ตลาดสภาพนั้น ขนาดห้างยักษ์ที่เปิดใหม่ที่พัทยา
ยังหง่อยช่วงนี้เมื่อเจอพิษหวัด2009
SPONSOR lotus
+/+/+/ เดี๋ยวนี้ร้านโชว์ห่วย ขายได้แค่บุหรี่ที่แกะซองออกมาขาย
ทีละ 10 บาท 20บาท กับน้ำอัดลมเปิดขวดใส่ถุงแล้ว
เมื่อก่อนพวกคุณเองก็ไม่ค่อยจะพึงสังวรกันซักเท่าไหร่นี่
ชอบขายของเกินราคา ข้างกระป๋อง เขียนราคามาตัวเบ้อเร่อ..
ดันขายแพงกว่าที่เขากำหนดมาตลอด
ห้างพวกนี้ได้เปรียบเป็นไหนๆ เพราะเค้าขายถูกกว่าราคา
ที่กำหนดมาในสินค้าบางตัว และไม่มีการขายเกินราคา
พวกคุณเองก็ไปซื้อของมาจากห้างเหล่านี้มาขายต่อให้พวกเราไม่ใช่เหรอ ?
มองอีกมุม ตามบ้านนอกทุ่งนาป่าเขา เขาไม่เอาโลตัสไปวางหรอก
ร้านตามชนบทได้แหล่งซื้อของราคาถูกในตัวเมืองเอาไว้ไปขาย
คนว่างงานนับพันในจังหวัด มีงานทำ ถึงแม้จะถูกเรียกว่าลูกจ้างฝรั่ง
เพราะเรียนมาแค่นี้ถ้าไม่มีทุนเปิดกิจการก็คงต้องเป็นลูกจ้างพวกเจ๊กขี้เหนียวให้เขาด่าฉอดๆๆๆอยู่ดี
พวกคุณมีสวนมีไร่มีสมบัติ
คุณไม่เข้าใจคนตกงานหรอกว่ามันเลวร้ายแค่ไหนเวลาไม่มีจะกิน
เปิดห้างมาทีนึง มีคนได้งานทำเป็นพันๆคน
ลองคิดดู
เอาใจเขามาใส่ใจเราซะบ้าง
+*+
พนักงานในห้างใหญ่ถูกเอาเปรียบมาก
ต้องทำงานเกินเวลา ห้างปิดก็ยังทำงานตลอด
เพื่อจัดเรียง ทั้งคืน
แสงไฟก็หลังห้างปิดก็น้อยวันหยุดก็ถูกบีบให้เลื่อนได้
ใช้สัญญารายปีไม่เป็นธรรม ทำมาหลายปีก็เท่านั้น
wut_jeam@yahoo.com
*+*+*
ผมว่าต้องละเอียดหน่อยนะครับ ทำไม 7-11 เปิดได้แต่เป็นโลตัสมีปัญหา
เราจะดูแลโดยที่ควบคุมการไหลมาของเงินลงทุนอย่างไร
เช่นถือว่ารายได้ของสาขาอื่นของเขาเป็นรายได้ทั้งหมดของเข้าต้องนำมาคิดภาษี
บำรุงท้องที่รวมก็ได้เพื่อให้รายย่อยได้เปรียบในการแข่งขัน
เคยมีโมเดลที่จะการทำการซื้อของผ่าน
กระทรวงพาณิชย์แต่โดนผู้มีอำนาจขัดเพราะ
เหมือนการจัดตั้งสหกรณ์ร้านค้าย่อยเพื่อต่อรองด้านราคากับผู้ผลิต
คนงง
////
ต้องยอมรับว่าเงินจำนวนมหาศาลที่ห้างนี้นำออกจากประเทศไทยแต่โทษเขาอย่าง
เดียวมันก็ไม่ถูกเพราะว่าพฤติกรรมของคนที่ชอบของถูกแต่ไม่มีคุณภาพและกลุ่ม
องค์กรส่วนท้องถิ่นด้วยที่ชอบมีอุดมการณ์แต่พอเงินมาแล้วตาไม่เห็นอนุมัติ
โดยไม่ยอมฟังเสียงและคนกลุ่มสุดท้ายคือคนกลุ่มที่ออกมาค้ดค้านและกลุ่มร้าย
โชว์ห่วยเองที่ควรมีการพัฒนาตัวเองควรยิดมั่นใสจริยธรรมอย่ามองเห็นแก่ได้
อย่างเดียวควรมองเห็นคนอื่นด้วยจึงจะทำให้ทุกที่ปราศจากห้างนี้
คน
///
ต้องทำประชาพิจารณ์

กับประชาชนผู้ได้ประโยชน์ครับ

ประชาชนที่จะไปซื้อขอ จับจ่ายใช้สอย

มีเยอะกว่า 500 ครอบครัวแน่นอน

ประชาธิปไตย
ยอมรับกันไหมล่ะ
ไทยแท้
///
จากแม่สายเข้าท่าขี้เหล็กไปเชียงตุง คิดถึงเมืองไทย

เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ไม่มีห้างต่างชาติมาแย่งอาชีพ คน

ในหมู่บ้านอยู่กันอย่างพอเพียงจริง ๆ ไม่ต้องแสแสร้ง

ไม่มีเซเว่น ทุกอย่างขายอาหาร น้ำ โชยห่วย ชาวบ้าน

พื้นที่ทั้งนั้น ไม่ต้องตกเป็นขี้ข้าทำงานแลกเศษเงินให้ฝรั่ง
คนไทยเสียรู้ฝรั่ง

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2552

"อีสานโพล"เผยชาวอีสานส่วนใหญ่หนุนหวยบนดินอ้างได้เงินแน่ไม่มีเบี้ยว

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 มิถุนายน 2552 15:20 น.
ศูนย์ข่าวขอนแก่น-"อี สานโพล"เผยผลสำรวจความเห็นต่อนโยบายหวยบนดิน
พบ ชาวอีสานส่วนใหญ่เห็นด้วยเพราะได้เงินแน่นอนไม่มีเบี้ยวเหมือนเจ้ามือหวยใต้
ดิน ขณะที่กว่าร้อยละ 50
แนะรัฐบาลนำรายได้จากการขายหวยช่วยอุดหนุนด้านการศึกษา
ขณะที่กลุ่มผู้ไม่เห็นด้วยระบุเป็นการมอมเมาประชาชน
ส่งเสริมให้ชาวบ้านเล่นการพนัน
ซึ่งรัฐบาล-ตำรวจต้องจัดการเด็ดขาดกับผู้ค้าหวยใต้ดินที่มีอยู่ทุกวันนี้ให้
ราบคาบ

ผศ.ดร.กัลปพฤกษ์ ผิวทองงาม
ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน (ECBER) คณะวิทยาการจัดการ
มหาวิทยาลัยขอนแก่น
เปิดเผยถึงผลวิจัย"อีสานโพล"ในประเด็นทัศนคติของคนอีสานต่อการออก"หวยบนดิน
"ของรัฐบาล ว่ากลุ่มผู้ให้สัมภาษณ์ ร้อยละ79.3
เห็นด้วยที่จะให้มีหวยบนดิน ขณะที่อีกร้อยละ 20 ไม่เห็นด้วย
โดยเหตุผลของกลุ่มที่เห็นด้วยระบุว่า เพราะมีเงินรางวัลที่ชัดเจน แน่นอน
ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ได้รางวัลหรือได้เงิน คิดเป็น ร้อยละ46.4
ของกลุ่มสำรวจที่เห็นด้วย เหตุผลรองลงมาอีกร้อยละ 43.6
อ้างว่ารัฐบาลจะได้มีรายได้เพิ่มขึ้น เพื่อนำไปใช้พัฒนาประเทศ

การสำรวจความเห็นต่อหวยบนดินครั้งนี้
ศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน ได้ สำรวจความเห็นจากกลุ่มตัวอย่าง คือ
ประชาชนทั่วไป ใน 19 จังหวัดของภาคอีสานจำนวน 640 กลุ่มตัวอย่าง
ระยะเวลาดำเนินการ 1 สัปดาห์ ในช่วงครึ่งเดือนหลังเดือนมิถุนายน 2552
โดยผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีอายุ 20 - 29 ปี มากที่สุด (36.3%)
การศึกษาระดับปริญญาตรี (46.2%) อาชีพรับราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ
(30.4%) พนักงานเอกชน/ลูกจ้าง (21.4%) ธุรกิจส่วนตัว (13.2%) เกษตรกรรม
(12.7%) โดยกลุ่มสำรวจส่วนใหญ่มีรายได้ระหว่าง 5,001 - 10,000 บาท

ต่อประเด็นคำถามที่ว่าเห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้หวยใต้ดินขึ้นมาอยู่บน
ดิน พบว่า กลุ่มผู้ให้สัมภาษณ์ เห็นด้วยมากถึง 79.3% และ ไม่เห็นด้วย
คิดเป็น 20.7%

เมื่อถามความคิดเห็นของผู้ให้สัมภาษณ์ว่าหวยบนดินควรมีการจำหน่าย
ด้วยวิธีใด ผู้ให้สัมภาษณ์ 53.1%
เห็นว่าควรซื้อกับตัวแทนโดยผู้ขายเป็นผู้เขียนตัวเลข นอกจากนั้นร้อยละ
21.7% ระบุว่า อยากซื้อกับตัวแทน โดยพิมพ์ขายเหมือนล๊อตเตอรี่
ที่เหลือบางส่วนร้อยละ 20.2
ต้องการซื้อผ่านเครื่องมืออิเล็กทรอนิส์โดยมีผู้ขายทำให้

จากนั้นเมื่อ ถามถึงเหตุผลว่า
อยากให้รัฐบาลนำรายได้จากการขายหวยไปพัฒนาประเทศในด้านใดมากที่สุดผู้ให้
สัมภาษณ์เห็นว่าควรนำไปพัฒนาด้านการศึกษาของประเทศมากที่สุด 51.6%
รองลงมาคือ ด้านเศรษฐกิจ 33.0% นอกจากนี้ยังมีด้าน คมนาคม ท่องเที่ยว
และเทคโนโลยี

กลุ่มค้านชี้หวยมอมเมาปชช.
แนะรัฐเพิ่มโทษจัดการเด็ดขาด

อย่างไรก็ตาม
สำหรับกลุ่มสำรวจที่ไม่เห็นด้วยกับการนำหวยใต้ดินขึ้นมาบนดิน ร้อยละ
47.9% ให้เหตุผลว่าไม่เห็นด้วยเพราะ เป็นการมอมเมาประชาชน
ทำให้ประชาชนเพ้อฝัน ไม่ขยันทำงาน รองลงมา 21.5%
เห็นว่าหวยบนดินเป็นการส่งเสริมการพนันในคนหมู่มาก และเห็นว่า
ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ ไม่ควรส่งเสริมอบายมุข ทำให้ภาพลักษณ์เสียหาย

เมื่อสอบถามความคิดเห็นว่ารัฐบาลควรมีมาตรการดำเนินการอย่างไร
ในการจัดการกับหวยใต้ดิน กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 45.5
เห็นว่าควรออกบทลงโทษที่ร้ายแรงกว่าเดิม ทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ มากที่สุด
ส่วนความคิดเห็นอื่นๆ 37.5% เห็นว่า ตำรวจต้องเอาจริงเอาจัง
เข้มงวดในการจับกุม นอกจากนั้นยังมีความคิดเห็นว่า
ต้องตั้งรางวัลนำจับให้ผู้แจ้งเบาะแสหวยใต้ดิน
และตั้งหน่วยพิเศษเพื่อทำหน้าที่ในการจัดการตามกฎหมาย

วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2552

นายกฯสั่งสอบเทศบาลเมืองพล สร้างตึกแถวติด ร.ร.-ดิ้นเปลี่ยนสีผังเมือง

ศูนย์ข่าวขอนแก่น -ชาว ชุมชนเทศบาลเมืองเมืองพล ใจชื้น
นายกฯอภิสิทธิ์ ส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีพิพาทโครงการสร้างอาคารพาณิชย์ให้เช่า
ของเทศบาล ในเขตสีเขียวมะกอกของโรงเรียนเทศบาลพลประชานุกุล เผย
ฝ่ายบริหารเทศบาล ดิ้น! หลังศาลปกครองสั่งระงับโครงการ
วิ่งเต้นเปลี่ยนสีในผังเมืองให้เป็นสีแดงเพื่อดันให้สร้างต่อได้
ขณะที่ชาวบ้านยันสู้ไม่ถอยเพื่อรักษาที่ดินโรงเรียนของชุมชน

จากกรณีที่ชาวบ้านในเขตเทศบาลเมืองพล อ.พล จ.ขอนแก่น
ที่รวมตัวในนามกลุ่มพลพิทักษ์ธรรมได้ร้องทุกข์ "มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน"
พร้อมกับเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ให้เช่า ขนาด 2
ชั้น 45 คูหา ซึ่งจะสร้างในเขตพื้นที่โรงเรียนเทศบาลพลประชานุกุล
ด้านที่ติดกับตลาดสดเทศบาลเมืองพลตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน 2550
โดยชาวบ้านกลุ่มนี้ไม่เห็นด้วยที่ฝ่ายบริหารเทศบาลเมืองพลจะนำพื้นที่
โรงเรียนไปแสวงผลประโยชน์ในเชิงพาณิชย์
อีกทั้งบริเวณดังกล่าวระบุในผังเมืองเป็นพื้นที่สีเขียวมะกอก
สงวนไว้สำหรับกิจกรรมทางการศึกษาเท่านั้น

ที่สำคัญ หวั่นว่า จะส่งผลกระทบต่อการเรียนของเยาวชน
โดยเฉพาะด้านเสียงและมลภาวะทางอากาศเพราะเป้าหมายผู้เช่าอาคารพาณิชย์ คือ
กลุ่มแม่ค้าพ่อค้าในตลาดสด
การต่อสู้ของชาวเทศบาลเมืองพลครั้งนี้ถึงขั้นยื่นฟ้องศาลปกครองจังหวัด

นายกฯรับลูกส่งทีมงานสอบข้อเท็จจริง

นายประสิทธิ์ พรหมนอกและนางผาสุข ปัญญา ตัวแทนชาวเทศบาลเมืองเมืองพล
กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ให้เช่าของเทศบาล
ซึ่งนำที่ดินโรงเรียนฝั่งที่ติดกับตลาดสดเทศบาลสร้างอาคาร

ล่าสุด นางผาสุข ปัญญา หนึ่งในกลุ่มพลพิทักษ์ธรรม อ.พล จ.ขอนแก่น
เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเคลื่อนไหวต่อสู้คัดค้านการก่อสร้างอาคารพาณิชย์
ของเทศบาลเมืองพลดังกล่าว ว่า เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
เจ้าหน้าที่จากสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้เดินทางมารับฟังข้อมูลทั้งฝ่าย
ประชาชน ที่คัดค้านโครงการ
และฝ่ายบริหารเทศบาลพลพร้อมกับลงพื้นที่สำรวจจุดก่อสร้าง
ถือเป็นความสำเร็จอีกก้าวหนึ่งของการต่อสู้ของภาคประชาชนที่ได้รับความสนใจ
จากภาครัฐ พวกตนยืนยันที่จะคัดค้านการก่อสร้างโครงการลงทุนนี้ให้ถึงที่สุดเพื่อปกป้อง
ผลประโยชน์ของนักเรียนและชุมชนส่วนรวม

นางผาสุข
กล่าวถึงการลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่จากสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีครั้งนี้
เป็นผลสืบเนื่องจากที่พวกตนได้ทำหนังสือถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นายกรัฐมนตรี เพื่อให้ช่วยเหลือสั่งระงับการขอเปลี่ยนแปลงพื้นที่บริเวณดังกล่าวที่กฎ
กระทรวงผังเมืองรวมเมืองพลกำหนดให้เป็นสีเขียวมะกอกให้เป็นพื้นที่สีแดง
ที่ดินประเภทพาณิชย์กรรม หากวิ่งเต้นเปลี่ยนสีในผังเมืองสำเร็จ
เทศบาลเมืองพลก็จะใช้เป็นข้ออ้างเดินหน้าลงทุนโครงการพาณิชย์ให้เช่าได้ต่อ

"พวกเราดีใจมากที่ท่าน นายกฯอภิสิทธิ์
เห็นความสำคัญของปัญหาสั่งให้หน่วยงานสำนักปลัดฯมาดูสภาพพื้นที่และรับฟัง
ข้อมูลของทั้งฝ่ายเราที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการและฝ่ายผู้บริหารเทศบาลฯเจ้า
ของโครงการ การต่อสู้ของพวกเราในเรื่องนี้ไม่ได้หวังผลประโยชน์ใดๆ
เราแค่ต้องการปกป้องพื้นที่ของโรงเรียนไม่ให้นักการเมืองท้องถิ่นนำไปก่อ
สร้างตึกอาคารเพียงแค่ข้ออ้างความเจริญเติบโตด้านวัตถุเท่านั้น"นางผาสุข
กล่าวและเล่าต่อว่า

นับว่าความยุติธรรมในแผ่นดินนี้
ยังมีอยู่เพราะหลังจากที่ตนกับพวกอีก 5 คน
ในนามกลุ่มพลพิทักษ์ธรรมได้ยื่นร้องต่อศาลปกครองขอนแก่นให้สั่งยกเลิก
โครงการดังกล่าวเมื่อปลายปี 50 ผลจากคำพิพากษาที่ศาลตัดสินเมื่อปลายปี 51
ได้มีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้างอาคารพาณิชย์ทั้ง 45 คูหา และสั่งให้
นายสุวัฒน์ อังสนันท์
นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองพลรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างอาคารที่พิพาทและปรับพื้นที่
โรงเรียนเทศบาลพลประชานุกุลให้กลับคืนสู่สภาพเดิม
อย่างไรก็ตามคดีนี้ยังไม่ถือว่าสิ้นสุด เพราะทางนายสุวัฒน์
ได้ยื่นอุทธรณ์


สำหรับเหตุผลที่ นายสุวัฒน์
ในฐานะนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองพลอ้างเพื่อลงทุนสร้างอาคารพาณิชย์นั้น
เขายืนยันว่าทุกขั้นตอนเป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย
สภาเทศบาลฯเห็นชอบให้ก่อสร้าง เพื่อพัฒนารายได้ของเทศบาลเมืองเมืองพล
มีวัตถุประสงค์ที่จะบำรุงและส่งเสริมการทำมาหากินของราษฎร

เทศบาลเมืองพลดิ้นเปลี่ยนสีในผังเมือง

สำหรับสถานที่ตั้งอาคารพาณิชย์เดิมเคยอยู่ในเขตห้ามก่อสร้างตาม
กฎหมาย ฉบับที่ 395(2541) ตาม พ.ร.บ.การผังเมือง พ.ศ.2518
ซึ่งกำหนดเป็นสีเขียวมะกอกที่ดินประเภทสถาบันการศึกษา
แต่กฎหมายดังกล่าวได้สิ้นสุดผลการบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม
2548และขณะดำเนินโครงการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ยังไม่มีการประกาศใช้บังคับกฎ
กระทรวงฉบับใหม่การใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว
จึงไม่มีข้อห้ามตามกฎหมายผังเมือง

นายสุวัฒน์ ยืนยันอีกว่า
ในประเด็นนี้ทางอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมืองได้ตอบข้อหารือมาว่า
เมื่อกฎกระทรวง ฉบับที่ 395 (2541)
ได้สิ้นสุดระยะเวลาการบังคับใช้เมื่อปี 2548 ดังนั้น
การใช้ประโยชน์ในที่ดินในขณะนี้จึงไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงดัง
กล่าว หนังสือตอบข้อหารือดังข้อความข้างต้นจึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เทศบาลเมือง
เมืองพลใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงเพื่อแสดงความชอบธรรมในการก่อสร้างอาคาร
พาณิชย์

อย่างไรก็ตาม ในหนังสือตอบข้อหารือฉบับเดียวกัน
ได้ระบุเพิ่มเติมว่าโครงการดังกล่าวจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายอื่นๆ
ที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายควบคุมอาคาร กฎหมายสิ่งแวดล้อม เป็นต้น


อาคารเรียน ของโรงเรียนเทศบาลพลประชานุกุล
และเสาโครงการก่อสร้างอาคารของเทศบาลเมืองพล ห่างกันราว 1 เมตร
ด้าน นายประสิทธิ์ พรหมนอก
หนึ่งในสมาชิกกลุ่มพลพิทักษ์ธรรมได้ตอบโต้ข้อกล่าวอ้างของฝ่ายบริหารเทศบาล
เมืองเมืองพลว่า จะอ้างการสิ้นสุดระยะเวลาบังคับใช้ของกฎกระทรวง ฉบับที่
395(2551)ไม่ได้ แม้จะอยู่ในช่วงที่รอการออกกฎกระทรวงใหม่
ใช่ว่าจะฉวยโอกาสดำเนินโครงการใดๆที่ผิดกฎหมายได้
ต้องดูกฎหมายแวดล้อมอื่นๆประกอบและที่สำคัญต้องดูความเหมาะสมตามหลักธรรมาภิ
บาลด้วย

นอกจากนี้ นายประสิทธิ์ ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า กรณีที่
นายสุวัฒน์ ชี้แจงเหตุผลที่ขอเปลี่ยนสีจากสีเขียวมะกอกเป็นสีแดงเพื่อสร้างอาคารพาณิชย์
ดังกล่าว เพื่อรองรับผู้เช่าอาศัยในอาคารหลังเก่า บริเวณตลาดสดเทศบาล
จำนวน 50 รายที่หมดสัญญาเช่าและเทศบาลฯจะทำการรื้อถอน
ถึงขั้นจะสร้างอาคารพาณิชย์ในโรงเรียนเพื่อรองรับ
มีประเด็นที่น่าสงสัยคือ

1.อาคารตลาดหลังเก่าที่สร้างมา 40 ปี เมื่อหมดสัญญาแล้ว
จำเป็นต้องทุบรื้อถอนและสร้างใหม่เท่านั้นหรือ

2.จากการประกาศขายสิทธิ์อาคารพาณิชย์หลังใหม่ในบริเวณโรงเรียนแก่
บุคคลทั่วไป ไม่ใช่มุ่งรองรับผู้หมดสัญญาจากอาคารหลังเก่า
ซึ่งทำให้ผู้หมดสัญญาไม่สามารถแบกรับราคาที่ประกาศขายสิทธิ์ได้
เพราะมีราคาค่อนข้างสูง
และที่สำคัญไม่เห็นด้วยกับการสร้างอาคารพาณิชย์ในพื้นที่ของโรงเรียน
เป็นการเบียดบังพื้นที่ของโรงเรียน
ควรเป็นพื้นที่เพื่อใช้ประโยชน์ต่อการส่งเสริมการศึกษาเท่านั้น


รวมทั้งเห็นว่า นักเรียนจะได้รับผลกระทบจากมลพิษทางกลิ่น เสียง
การบดบังแสง-ลม เพราะตามข้อเท็จจริง
จะสังเกตได้จากภาพถ่ายเสาเข็มอาคารพาณิชย์ผนวกกับแบบแปลนที่ประกาศขาย
จะเห็นได้ว่าหากวัดจากแนวดิ่งของชายคาของอาคารเรียนจะห่างกันเพียง 1
เมตรเท่านั้น

ดังนั้น ด้วยเหตุผลที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการสร้างอาคารพาณิชย์ของเทศบาลเมือเมืองพล
ต่างๆครั้งนี้ จึงต้องการให้มีการพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อพิจารระงับการเปลี่ยนแปลง
สีการใช้ประโยชน์ในที่ดินบริเวณดังกล่าวจากสีเขียวมะกอกเพื่อสถาบันการศึกษา
เป็นสีแดงเพื่อการพาณิชย์

รายงานข่าวแจ้งว่า
ภายหลังเจ้าหน้าที่จากสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้ลงสำรวจข้อเท็จจริงใน
พื้นที่และรับฟังข้อมูลจากตัวแทนทั้ง 2 ฝ่าย คือ
ผู้ร้องคัดค้านโครงการฯกับเจ้าของโครงการคือฝ่ายบริหารเทศบาลเมืองเมืองพล
แล้ว ได้กล่าวย้ำว่า ณ
ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปความเห็นใดๆได้เพราะกรณีพิพาทโครงการนี้กำลังอยู่ใน
กระบวนการพิจารณาคดีของศาล คดียังไม่สิ้นสุด ไม่สามารถก้าวล้ำอำนาจศาลได้
แต่ข้อมูลที่ได้รับฟังจากทั้ง
2ฝ่ายจะนำไปประมวลเพื่อเสนอขอความเห็นจากผู้บังคับบัญชาต่อไป


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000067029

วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2552

โจ๋ขอนแก่นเหิม! รุมตึ้บ ตร.ทางหลวงปลดทรัพย์

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 12 มิถุนายน 2552 11:51 น.
ศูนย์ข่าวขอนแก่น - โจ๋ขอนแก่นกระหน่ำตีตำรวจทางหลวง
พ่อนักข่าวขอนแก่น หลังออกเวรสายตรวจประจำวัน ขณะขับ จยย.กลับบ้าน
ชิงทรัพย์นาฬิกา แหวน และเงินสดหลบหนี

ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่า วานนี้ (11 มิ.ย.) ด.ต.จำลอง นาทันริ
ผบ.หมู่ฝ่ายปฏิบัติการ ส.ทล.2 กก.4 บก.ประจำจังหวัดขอนแก่น
เข้าแจ้งความต่อ พ.ต.อ.สุจินต์ นิจพานิชย์ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น
หลังถูกกลุ่มวัยรุ่น 4 คน
ที่ตั้งวงสุราอยู่ริมถนนสายเลี่ยงเมือง-อุดรธานี เส้นทางลัดตัดผ่านเข้า
บ.โนนเรือง-บ.โคกสี รอยต่อ ต.บ้านค้อ และ ต.สำราญ
ใช้เท้าถีบรถจักรยายนต์จนล้มก่อนที่จะใช้เท้าเหยียบเข้าที่หน้าอกและรุมซ้อม
เพื่อหวังปล้นทรัพย์

ด.ต.จำลอง เล่าว่า หลังจากออกเวรสายตรวจและสิบเวรประจำวัน
ในช่วงเย็นของวันที่ 7 มิ.ย. ที่ผ่านมา ขณะกำลังขับรถจักรยานยนต์ซูซูกิ
รุ่นแสมช สีแดง หมายเลขทะเบียน กบธ-334 ขอนแก่น
ซึ่งแต่งเครื่องแบบครึ่งท่อน
โดยมีกระเป๋าสะพายที่มีอาวุธปืนของทางราชการติดตัวไปด้วย
ในขณะที่ขับรถอยู่พบเห็นกลุ่มวัยรุ่นที่ตั้งวงดื่มสุราอยู่ริมถนนสายดัง
กล่าวหน้าโรงเรียนบ้านโคกสี ต.สำราญ

จากนั้นกลุ่มวัยรุ่นทั้ง 4
คนได้เดินออกมายืนขวางถนนก่อนที่จะใช้เท้าถีบรถจักรยานยนต์ของตนจนล้มลง
แล้วกลุ่มวัยรุ่นทั้ง 4
คนก็วิ่งเข้ามารุมทำร้ายร่างกายโดยตนไม่ทันตั้งตัว

ทั้งนี้ ตนได้บอกกับกลุ่มวัยรุ่นทั้ง 4 คนว่าเป็นตำรวจ
แต่กลุ่มวัยรุ่นไม่เชื่อ
พร้อมทั้งรุมซ้อมก่อนที่จะยกมือไหว้เพื่อร้องขอชีวิต
กลุ่มวัยรุ่นทั้งหมดจึงถอดเอานาฬิกาโรเล็กซ์ 1 เรือน แหวนทองคำ
และเงินสดจำนวนหนึ่งก่อนที่จะหลบหนีไป

จากนั้นจึงขับรถจักรยายนต์เพื่อกลับบ้าน
แต่กลุ่มวัยรุ่นทั้งหมดยังตามราวีไม่เลิกขับรถจักรยายนต์ไล่ตามก่อนถึงทาง
เข้าหมู่บ้านโนนแต้ ต.สำราญ เพียง 1 กม.
กลุ่มวัยรุ่นที่ขับรถจักรยานยนต์ตามมาได้ก่อนใช้ไม้หน้าสามฟาดเข้าที่บริเวณ
กลางหลัง ทำให้เสียหลักรถล้มลงอีกครั้ง
แล้วกลุ่มวัยรุ่นก็ลงจากรถกระหน่ำตีแบบไม่ยั้งจนสลบคารถจักรยายนต์
เมื่อฟื้นขึ้นมาก็พยายามที่จะตั้งสติแล้วขับรถจักรยายนต์กลับบ้านเพื่อให้
ญาตินำส่งโรงพยาบาลขอนแก่น

"เส้นทางสายดังกล่าวเป็นเส้นทางที่มีผู้คนสัญจรไปมามาก
แต่ในวันที่เกิดเหตุไม่มีรถขับผ่านมา
ทำให้กลุ่มวัยรุ่นเหิมเกริมลงมือกับผมอย่างไม่ยั้ง ทั้งๆ
ที่ผมบอกไปแล้วว่าเป็นตำรวจทางหลวง และมีบ้านพักในเขตตำบลสำราญ
และสนิทสนมกับผู้นำชุมชนแถวนี้เป็นอย่างดี แต่กลุ่มวัยรุ่นก็ไม่สนใจ"

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นถือว่าเป็นการกระทำที่อุกอาจมาก
และเป็นช่วงเวลาเย็นหลังเลิกงานซึ่งถ้าเกิดกับประชาชนคงจะเป็นอย่างไร
อีกทั้งการกลับมารุมทำร้ายร่างกาย
เนื่องจากลุ่มวัยรุ่นทั้งหมดที่เชื่อว่าเมื่อเปิดดูในกระเป๋าสตางค์และพบ
บัตรประจำตัวข้าราชการตำรวจสังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง
จึงเชื่อใจว่าเป็นตำรวจจึงหมายที่จะเอาชีวิตเพื่อปิดบังคดี
โดยกระหน่ำตีตามร่างกายจนมึนไปหมด ก่อนที่จะปล้นทรัพย์เอานาฬิกา
แหวนทองคำและเงินสด

สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นตนอยากให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งติดตามตัว
คนร้า มาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็วที่สุด
เพราะเกรงว่ากลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวจะไปสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนคนอื่น

ด้าน พ.ต.อ.สุจินต์ นิจพานิชย์ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่นกล่าวว่า
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นคดีอุจฉกรรณ์
เกิดขึ้นเองกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ซึ่งได้มอบหมายให้งานป้องกันและปราบปรามและงานสืบสวนสอบสวนลงพื้นที่สืบสวน
หาข่าว และเร่งจับกุมวัยรุ่นที่ร่วมขบวนการทั้งหมดมาอย่างเต็มที่
ซึ่งขณะนี้ได้เบาะแสว่าเป็นวัยรุ่นใน พื้นที่ บ.โคกสี ต.สำราญ
และหมู่บ้านใกล้เคียงซึ่งหลังเกิดเหตุยังคงหลบซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่
ทำให้ต้องระดมกำลังตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบเร่งติดตามจับกุม
และจากการสอบปากคำผู้เสียหายที่ให้การที่เป็นเบาะแสได้มาก
จึงทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่ง่ายขึ้นในระดับหนึ่ง
ซึ่งมั่นใจว่าจะสามารถติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายได้โดยเร็ว
อีกทั้งเรื่องดังกล่าวนี้อยู่ในความสนใจของผู้บังคับบัญชาในระดับกอง
บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และตำรวจภูธรภาค 4

เอ.อาร์.ฯจัด "คอมมาร์ตครั้งที่ 3" เชื่อตลาดไอทีขอนแก่นปีนี้โต 10%

ศูนย์ข่าวขอนแก่น -เอ.อาร์.อินฟอร์เม ชั่น
ย้ำความสำเร็จปลุกตลาดคอมพิวเตอร์ขอนแก่น จัด "คอมมาร์ต อีสาน 2009"
นำสินค้าไอทีชั้นนำ อัปเดตเทคโนโลยีถึงพื้นที่เมืองหมอแคน
คาดตลอดระยะเวลา 4 วัน จัดงาน มีผู้เข้าร่วมงานคึกคัก
ภายใต้คอนเซ็ปต์นำความคุ้มค่าถึงอีสาน เชื่อตลาดสินค้าไอที จ.ขอนแก่น
ยังไม่อิ่มตัว มั่นใจขยายตัวไม่ต่ำกว่า 10% แม้เศรษฐกิจไม่อำนวย
โอ่ความก้าวหน้าเทคโนโลยีไอทีที่รวดเร็ว มุ่งสนองความต้องการผู้บริโภค
ขณะที่ราคาต่ำลง กระตุ้นยอดขายได้แน่ ชี้ สินค้าโน๊ตบุ๊คยังมาแรง
เป็นสินค้าธงในงาน

วันนี้ (11 มิ.ย.) บริษัท เอ.อาร์.อินฟอร์เมชั่น แอนด์ พับลิเคชัน
จำกัด ร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดแถลงข่าวพร้อมเปิดงาน "คอมมาร์ต
อีสาน 2009" งานแสดงสินค้าไอที/คอมพิวเตอร์
และกิจกรรมเวิร์กชอปให้ความรู้ทางด้านไอทีที่น่าสนใจ
โดยมีผู้ผลิตสินค้าไอทีชั้นนำจากส่วนกลางและในพื้นที่
ร่วมออกบูธแสดงสินค้าภายในงาน มากกว่า 70 ราย ณ
ศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยขอนแก่น

นายชาคริต วงศ์แก้ว รองผู้จัดการทั่วไป บริษัท
เอ.อาร์.อินฟอร์เมชั่น แอนด์ พับลิเคชัน จำกัด
ในฐานะผู้อำนวยการจัดงานคอมมาร์ตอีสาน 2009 เปิดเผยว่า
บริษัทเชื่อมั่นในศักยภาพจังหวัดขอนแก่น เมืองศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจ
การศึกษา และเมืองหลวงทางด้านไอซีที
ที่มีหน่วยงานด้านไอซีทีตั้งอยู่หลายแห่ง ทั้ง อีสานซอฟต์แวร์ปาร์ก,
ซิป้า จึงเลือกจัดคอมมาร์ต งานแสดงสินค้าไอทีชั้นนำขึ้นที่จังหวัดขอนแก่น

งานคอมมาร์ตอีสาน 2009 ครั้งนี้จัดขึ้นระหว่าง 11-14 มิถุนายน
2552 บริษัทประสานดึงผู้ผลิตแบรนด์สินค้าไอทีชั้นนำ อาทิ เอเซอร์,
อินเทล, โตชิบา ฯลฯ พร้อมด้วยผู้จำหน่ายคอมพิวเตอร์ในพื้นที่
มาร่วมออกบูธ บนพื้นที่กว่า 3,500 ตารางเมตร
นำผลิตภัณฑ์ไอทีล่าสุดที่ยังไม่เคยเปิดตัวมาก่อน อาทิ Electronic Drum
Kit Shirt, Retro MP3 Alarm Clock, Aromatherapy Oil Burner USB
และสินค้าไอทีเปิดตัวพร้อมกรุงเทพฯ
ภายใต้ราคาและโปรโมชันที่ง่ายต่อการตัดสินซื้อ

ภาพรวมตลาดคอมพิวเตอร์และสินค้าไอที ปี 2009 นี้
แม้ภาวะเศรษฐกิจประเทศจะทรุดตัวตามปัญหาเศรษฐกิจโลก
แต่ตลาดสินค้าไอทีกลับมีลู่ทางในการขยายตัวไปได้อย่างต่อเนื่อง
เนื่องจากพัฒนาการด้านเทคโนโลยีไอที ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
มุ่งสนองความต้องการใช้งานผู้บริโภคเป็นหลัก จากเดิมใช้เวลา 3-6 ปี
จึงเปลี่ยนรุ่นครั้ง แต่ปัจจุบันเพียงแค่ 3-6 เดือนเท่านั้น
ผลิตภัณฑ์ไอทีหลายๆ ชนิดก็เปลี่ยนรุ่นแล้ว

"การบริโภคสินค้าไอที จะมุ่งไปที่อารมณ์ความรู้สึกมากกว่า
ขณะเดียวกันการพัฒนาไอที ก็สามารถสนองความต้องการใช้งานมากขึ้นเช่นกัน
ภายใต้ราคาผลิตภัณฑ์ที่ต่ำลง การซื้อผลิตภัณฑ์ไอทีจึงเกิดความคุ้มค่าเงิน
มากกว่าการซื้อสินค้าชนิดอื่นๆ
สอดคล้องกับเงื่อนไขการใช้เงินในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน
ผู้บริโภคมุ่งให้ความสำคัญความคุ้มค่าเงิน ก่อนตัดสินใจซื้อสินค้า"
นายชาคริต กล่าวและว่า

กรณีตัวอย่าง คือ การจัดงานคอมมาร์ตที่กรุงเทพฯ ในปี 2552 นี้
จากการประเมินเบื้องต้น
เชื่อว่ายอดขายสินค้าไอทีภายในงานคอมมาร์ตน่าจะลดลงตามภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
แต่ผลที่ปรากฎออกมา พบว่า ยอดขายสินค้าไอทีภายในงานกลับเติบโตขึ้นจากปี
2551สวนกระแสเศรษฐกิจ โดยมียอดขายรวมมากกว่า 3,500 ล้านบาท ชี้วัดได้ว่า
ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวไม่ส่งผลกระทบกับความต้องการสินค้าไอทีแต่อย่างใด

นายชาคริต กล่าวต่อว่า การจัดงานคอมมาร์ตในจังหวัดขอนแก่น
ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้ว
ซึ่งตอกย้ำความสำเร็จจัดงานแสดงสินค้าไอทีใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน
โดยบริษัทต้องการนำเสนอความคุ้มค่าต่อการเลือกซื้อสินค้าไอทีให้ชาวจังหวัด
ขอนแก่นและจังหวัดใกล้เคียง
ผลิตภัณฑ์ที่นำมาจำหน่ายเป็นราคาเดียวกับกรุงเทพฯ
แต่คืนกำไรให้ผู้ซื้อจากสิทธิพิเศษต่างๆ ทั้ง
ราคาและโปรโมชันจากผู้ผลิตภายในงานด้วย เชื่อมั่นว่า ตลอดระยะเวลา 4
วันจัดงานจะมีประชาชนเข้ามาชมและเลือกซื้อสินค้าไอทีอย่างคึกคัก

ที่ผ่านมา การจัดงานคอมมาร์ตอีสาน 2008 เมื่อปี 2551
ของบริษัทประสบผลสำเร็จน่าพอใจมาก แม้สัดส่วนยอดขายสินค้าไอที
จะมีสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับงานคอมมาร์ตที่จัดในกรุงเทพฯ
แต่ในแง่การรับรู้ของชาวจังหวัดขอนแก่นและจังหวัดใกล้เคียง
ถึงงานคอมมาร์ตอีสาน ว่าเป็นงานแสดงสินค้าไอทีขนาดใหญ่
คุ้มค่าต่อการเลือกซื้อสินค้าไอที
และที่สำคัญปลุกกระแสให้ตลาดสินค้าไอทีกับผู้ประกอบการมีความคึกคักมากขึ้น
เช่นกัน

บริษัทเชื่อมั่นว่า ยอดขายสินค้าไอทีภายในงานคอมมาร์ตอีสาน 2009
ที่จังหวัดขอนแก่น
น่าจะมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นจากยอดขายเมื่อปีที่ผ่านมาแน่นอน
โดยผลิตภัณฑ์ที่เชื่อว่าจะได้รับความสนใจสูงสุด คือ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก
ที่ผู้ผลิตจากทุกค่ายนำผลิตภัณฑ์ล่าสุดมาแสดงไว้ในงาน ด้วยราคาต่ำลง
แต่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทั้งได้รับโปรโมชันที่ดี ขณะที่ผู้บริโภคเอง
ก็มีสถิติเปลี่ยนมาใช้งานโน๊ตบุ๊คเติบโตแบบก้าวกระโดด
ทั้งจากกลุ่มทดแทนการใช้คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ และกลุ่มใหม่ๆ

นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์ External Harddish
ที่พัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ ให้สามารถจัดเก็บข้อมูลได้มากขึ้น
พร้อมด้วยเทคโนโลยีการปกป้องข้อมูลส่วนตัว และมีราคาที่ต่ำลงมาก รวมถึงจอ
LCD หลากหลายขนาดจากหลายค่าย
น่าจะเป็นสินค้าไอทีอีกชนิดที่คุ้มค่าและได้รับความสนใจ

นายกฯสั่งสอบเทศบาลเมืองพลสร้างตึกแถวที่ร.ร.-ดิ้นเปลี่ยนสีผังเมือง

ศูนย์ ข่าวขอนแก่น-ชาวชุมชนเทศบาลเมืองเมืองพลใจชื้น
นายกฯอภิสิทธิ์ส่งเจ้าหน้าที่
ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีพิพาทโครงการสร้างอาคารพาณิชย์ให้เช่าของเทศบาลฯ
ในเขตสีเขียวมะกอกของโรงเรียนเทศบาลพลประชานุกุล
เผยฝ่ายบริหารเทศบาลฯดิ้น!หลังศาลปกครองสั่งระงับโครงการ
วิ่งเต้นเปลี่ยนสีในผังเมืองให้เป็นสีแดงเพื่อดันให้สร้างต่อได้
ขณะที่ชาวบ้านยันสู้ไม่ถอยเพื่อรักษาที่ดินโรงเรียนของชุมชน

จากกรณีที่ชาวบ้านในเขตเทศบาลเมืองพล อ.พล จ.ขอนแก่น
ที่รวมตัวในนามกลุ่มพลพิทักษ์ธรรมได้ร้องทุกข์
"มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน"พร้อมกับเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการก่อสร้างอาคาร
พาณิชย์ให้เช่า ขนาด 2 ชั้น 45 คูหา
ซึ่งจะสร้างในเขตพื้นที่โรงเรียนเทศบาลพลประชานุกุล
ด้านที่ติดกับตลาดสดเทศบาลเมืองพลตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน 2550
โดยชาวบ้านกลุ่มนี้ไม่เห็นด้วยที่ฝ่ายบริหารเทศบาลเมืองพลจะนำพื้นที่
โรงเรียนไปแสวงผลประโยชน์ในเชิงพาณิชย์
อีกทั้งบริเวณดังกล่าวระบุในผังเมืองเป็นพื้นที่สีเขียวมะกอก
สงวนไว้สำหรับกิจกรรมทางการศึกษาเท่านั้น

ที่สำคัญหวั่นว่าจะส่งผลกระทบต่อการเรียนของเยาวชน
โดยเฉพาะด้านเสียงและมลภาวะทางอากาศเพราะเป้าหมายผู้เช่าอาคารพาณิชย์ คือ
กลุ่มแม่ค้าพ่อค้าในตลาดสด
การต่อสู้ของชาวเทศบาลเมืองพลครั้งนี้ถึงขั้นยื่นฟ้องศาลปกครองจังหวัด

นายกฯรับลูกส่งทีมงานสอบข้อเท็จจริง

ล่าสุด นางผาสุข ปัญญา หนึ่งในกลุ่มพลพิทักษ์ธรรม อ.พล จ.ขอนแก่น
เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเคลื่อนไหวต่อสู้คัดค้านการก่อสร้างอาคารพาณิชย์
ของเทศบาลเมืองพลดังกล่าวว่า เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
เจ้าหน้าที่จากสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้เดินทางมารับฟังข้อมูลทั้งฝ่าย
ประชาชน ที่คัดค้านโครงการ
และฝ่ายบริหารเทศบาลพลพร้อมกับลงพื้นที่สำรวจจุดก่อสร้าง
ถือเป็นความสำเร็จอีกก้าวหนึ่งของการต่อสู้ของภาคประชาชนที่ได้รับความสนใจ
จากภาครัฐ พวกตนยืนยันที่จะคัดค้านการก่อสร้างโครงการลงทุนนี้ให้ถึงที่สุดเพื่อปกป้อง
ผลประโยชน์ของนักเรียนและชุมชนส่วนรวม

นางผาสุข
กล่าวถึงการลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่จากสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีครั้งนี้
เป็นผลสืบเนื่องจากที่พวกตนได้ทำหนังสือถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นายกรัฐมนตรี เพื่อให้ช่วยเหลือสั่งระงับการขอเปลี่ยนแปลงพื้นที่บริเวณดังกล่าวที่กฎ
กระทรวงผังเมืองรวมเมืองพลกำหนดให้เป็นสีเขียวมะกอกให้เป็นพื้นที่สีแดง
ที่ดินประเภทพาณิชย์กรรม หากวิ่งเต้นเปลี่ยนสีในผังเมืองสำเร็จ
เทศบาลเมืองพลก็จะใช้เป็นข้ออ้างเดินหน้าลงทุนโครงการพาณิชย์ให้เช่าได้ต่อ

"พวกเราดีใจมากที่ท่าน นายกฯอภิสิทธิ์
เห็นความสำคัญของปัญหาสั่งให้หน่วยงานสำนักปลัดฯมาดูสภาพพื้นที่และรับฟัง
ข้อมูลของทั้งฝ่ายเราที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการและฝ่ายผู้บริหารเทศบาลฯเจ้า
ของโครงการ การต่อสู้ของพวกเราในเรื่องนี้ไม่ได้หวังผลประโยชน์ใดๆ
เราแค่ต้องการปกป้องพื้นที่ของโรงเรียนไม่ให้นักการเมืองท้องถิ่นนำไปก่อ
สร้างตึกอาคารเพียงแค่ข้ออ้างความเจริญเติบโตด้านวัตถุเท่านั้น"นางผาสุข
กล่าวและเล่าต่อว่า

นับว่าความยุติธรรมในแผ่นดินนี้ยังมีอยู่เพราะหลังจากที่ตนกับพวกอีก
5 คน ในนามกลุ่มพลพิทักษ์ธรรมได้ยื่นร้องต่อศาลปกครองขอนแก่นให้สั่งยกเลิก
โครงการดังกล่าวเมื่อปลายปี 50 ผลจากคำพิพากษาที่ศาลตัดสินเมื่อปลายปี 51
ได้มีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้างอาคารพาณิชย์ทั้ง 45 คูหา และสั่งให้
นายสุวัฒน์ อังสนันท์
นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองพลรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างอาคารที่พิพาทและปรับพื้นที่
โรงเรียนเทศบาลพลประชานุกุลให้กลับคืนสู่สภาพเดิม
อย่างไรก็ตามคดีนี้ยังไม่ถือว่าสิ้นสุดเพราะทางนายสุวัฒน์ ได้ยื่นอุทธรณ์


สำหรับเหตุผลที่นายสุวัฒน์
ในฐานะนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองพลอ้างเพื่อลงทุนสร้างอาคารพาณิชย์นั้น
เขายืนยันว่าทุกขั้นตอนเป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย
สภาเทศบาลฯเห็นชอบให้ก่อสร้าง เพื่อพัฒนารายได้ของเทศบาลเมืองเมืองพล
มีวัตถุประสงค์ที่จะบำรุงและส่งเสริมการทำมาหากินของราษฎร

เทศบาลเมืองพลดิ้นเปลี่ยนสีในผังเมือง

สำหรับสถานที่ตั้งอาคารพาณิชย์เดิมเคยอยู่ในเขตห้ามก่อสร้างตาม
กฎหมาย ฉบับที่ 395(2541)ตาม พ.ร.บ.การผังเมือง พ.ศ.2518
ซึ่งกำหนดเป็นสีเขียวมะกอกที่ดินประเภทสถาบันการศึกษา
แต่กฎหมายดังกล่าวได้สิ้นสุดผลการบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม
2548และขณะดำเนินโครงการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ยังไม่มีการประกาศใช้บังคับกฎ
กระทรวงฉบับใหม่การใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว
จึงไม่มีข้อห้ามตามกฎหมายผังเมือง

นายสุวัฒน์
ยืนยันอีกว่าในประเด็นนี้ทางอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมืองได้ตอบข้อหารือมา
ว่า เมื่อกฎกระทรวง ฉบับที่395(2541)ได้สิ้นสุดระยะเวลาการบังคับใช้เมื่อ
24 ปี 2548 ดังนั้น
การใช้ประโยชน์ในที่ดินในขณะนี้จึงไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงดัง
กล่าว หนังสือตอบข้อหารือดังข้อความข้างต้นจึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เทศบาลเมือง
เมืองพลใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงเพื่อแสดงความชอบธรรมในการก่อสร้างอาคาร
พาณิชย์

อย่างไรก็ตามในหนังสือตอบข้อหารือฉบับเดียวกัน
ได้ระบุเพิ่มเติมว่าโครงการดังกล่าวจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายอื่นๆ
ที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายควบคุมอาคาร กฎหมายสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

ด้านนายประสิทธิ์ พรหมนอก
หนึ่งในสมาชิกกลุ่มพลพิทักษ์ธรรมได้ตอบโต้ข้อกล่าวอ้างของฝ่ายบริหารเทศบาล
เมืองเมืองพลว่า จะอ้างการสิ้นสุดระยะเวลาบังคับใช้ของกฎกระทรวง ฉบับที่
395 (2551)ไม่ได้ แม้จะอยู่ในช่วงที่รอการออกกฎกระทรวงใหม่
ใช่ว่าจะฉวยโอกาสดำเนินโครงการใดๆที่ผิดกฎหมายได้
ต้องดูกฎหมายแวดล้อมอื่นๆประกอบและที่สำคัญต้องดูความเหมาะสมตามหลักธรรมาภิ
บาลด้วย

นอกจากนี้ นายประสิทธิ์ ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า กรณีที่
นายสุวัฒน์ ชี้แจงเหตุผลที่ขอเปลี่ยนสีจากสีเขียวมะกอกเป็นสีแดงเพื่อสร้างอาคารพาณิชย์
ดังกล่าว เพื่อรองรับผู้เช่าอาศัยในอาคารหลังเก่า บริเวณตลาดสดเทศบาล
จำนวน 50 รายที่หมดสัญญาเช่าและเทศบาลฯจะทำการรื้อถอน
ถึงขั้นจะสร้างอาคารพาณิชย์ในโรงเรียนเพื่อรองรับ
มีประเด็นที่น่าสงสัยคือ

1.อาคารตลาดหลังเก่าที่สร้างมา 40 ปี เมื่อหมดสัญญาแล้ว
จำเป็นต้องทุบรื้อถอนและสร้างใหม่เท่านั้นหรือ

2.จากการประกาศขายสิทธิ์อาคารพาณิชย์หลังใหม่ในบริเวณโรงเรียนแก่
บุคคลทั่วไป ไม่ใช่มุ่งรองรับผู้หมดสัญญาจากอาคารหลังเก่า
ซึ่งทำให้ผู้หมดสัญญาไม่สามารถแบกรับราคาที่ประกาศขายสิทธิ์ได้
เพราะมีราคาค่อนข้างสูง
และที่สำคัญไม่เห็นด้วยกับการสร้างอาคารพาณิชย์ในพื้นที่ของโรงเรียน
เป็นการเบียดบังพื้นที่ของโรงเรียน
ควรเป็นพื้นที่เพื่อใช้ประโยชน์ต่อการส่งเสริมการศึกษาเท่านั้น

รวมทั้งเห็นว่านักเรียนจะได้รับผลกระทบจากมลพิษทางกลิ่น เสียง
การบดบังแสง-ลม เพราะตามข้อเท็จจริง
จะสังเกตได้จากภาพถ่ายเสาเข็มอาคารพาณิชย์ผนวกกับแบบแปลนที่ประกาศขาย
จะเห็นได้ว่าหากวัดจากแนวดิ่งของชายคาของอาคารเรียนจะห่างกันเพียง 1
เมตรเท่านั้น

ดังนั้นด้วยเหตุผลที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการสร้างอาคารพาณิชย์ของ
เทศบาลเมืองเมืองพลต่างๆครั้งนี้
จึงต้องการให้มีการพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อพิจารณาระงับการเปลี่ยน
แปลงสีการใช้ประโยชน์ในที่ดินบริเวณดังกล่าวจากสีเขียวมะกอกเพื่อสถาบันการ
ศึกษาเป็นสีแดงเพื่อการพาณิชย์

รายงานข่าวแจ้งว่า
ภายหลังเจ้าหน้าที่จากสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้ลงสำรวจข้อเท็จจริงใน
พื้นที่และรับฟังข้อมูลจากตัวแทนทั้ง 2 ฝ่าย คือ
ผู้ร้องคัดค้านโครงการฯกับเจ้าของโครงการคือฝ่ายบริหารเทศบาลเมืองเมืองพล
แล้ว ได้กล่าวย้ำว่า ณ
ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปความเห็นใดๆได้เพราะกรณีพิพาทโครงการนี้กำลังอยู่ใน
กระบวนการพิจารณาคดีของศาล คดียังไม่สิ้นสุด ไม่สามารถก้าวล้ำอำนาจศาลได้
แต่ข้อมูลที่ได้รับฟังจากทั้ง
2ฝ่ายจะนำไปประมวลเพื่อเสนอขอความเห็นจากผู้บังคับบัญชาต่อไป


http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000066171

"พันธมิตรฯชุมแพ"พร้อมจัดมวยการกุศลรอบ 3 หาทุนติดตั้งจานดาวเทียมASTVเสาร์27มิ.ย.นี้

ศูนย์ข่าวขอนแก่น - พันธมิตรฯชุมแพลั่นพร้อมจัดมวยการกุศลรอบที่ 3
ในวันเสาร์ที่ 27 มิ.ย.นี้ ตั้งเป้าหาทุนซื้อจานดาวเทียมเอเอสทีวี
ติดตั้งฟรีให้ชุมชนห่างไกล ขยายโอกาสรับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง
ระบุกระแสตอบรับยังล้นทะลัก แม้ยอดการติดตั้งไปแล้วมากกว่า 70
ชุดติดตั้งแล้ว ชี้ยังมีชุมชนอื่นรอรับข่าวสารอีกเพียบ
ทั้งเปิดโอกาสพี่น้องพันธมิตรบริจาคจานดาวเทียม ASTV
ที่เห็นความสำคัญกับภาระกิจสร้างการเมืองใหม่ให้เป็นรูปธรรม

หลังจากที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น
ได้จัดมวยการกุศล มาแล้วถึง 2 ครั้งเมื่อวันที่ 13 ธ.ค.51 และ 7 ก.พ.52
เพื่อนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายซื้อจานดาวเทียม ASTV
ติดตั้งในพื้นที่ชุมชน/หมู่บ้านห่างไกล ในเขต อ.ชุมแพ และอำเภอใกล้เคียง
ขยายโอกาสการรับรู้ข้อมูลข่าวสารการเมืองที่แท้จริง
หัวใจสำคัญของการสร้างการเมืองใหม่ตามเจตนารมณ์ของพี่น้องพันธมิตรฯทั้ง
ประเทศ ล่าสุดพันธมิตรฯอ.ชุมแพ เตรียมจัดมวยการกุศลในครั้งที่ 3
สานต่อเจตนารมณ์สร้างการเมืองใหม่อย่างต่อเนื่อง

นายบวร ศรีตรัย ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น เปิดเผยว่า พันธมิตรฯอ.ชุมแพ
มีความพร้อมจัดมวยการกุศลครั้งที่ 3 ในวันที่ 27 มิถุนายนนี้ ณ
สนามมวยมาตรฐานอำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น โดยการจัดมวยครั้งนี้
ทางคณะทำงานพันธมิตรฯอ.ชุมแพ ได้ปรับลดค่าบัตรชมมวยลงเหลือบัตรละ 100 บาท
และเพิ่มจำนวนพิมพ์บัตร เพื่อขยายโอกาสการขายบัตรเข้าชมได้ง่ายขึ้น

" ผลการจัดมวยการกุศลมาแล้ว 2 ครั้ง เพื่อซื้อจานดาวเทียม ASTV
ติดตั้งฟรีให้แก่หมู่บ้านและชุมชนห่างไกล
ขยายการรับรู้ข้อมูลข่าวสารการเมืองแท้จริงจากสถานีโทรทัศน์ของประชาชน
และสร้างแนวร่วมปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
สร้างการเมืองใหม่ให้เป็นรูปธรรมนั้น
ปรากฏว่าได้รับการตอบรับสูงมาก"นายบวรกล่าวและว่า

การจัดมวยการกุศลแต่ละครั้ง มีทุนซื้อจานดาวเทียม ASTV
ติดตั้งได้ประมาณครั้งละ 20 ชุดติดตั้ง รวมแล้วเฉพาะจัดมวยการกุศลทั้ง 2
ครั้ง สามารถติดตั้งจานดาวเทียมได้ประมาณ 40 ชุดติดตั้ง
ขณะเดียวกันก็มีพี่น้องพันธมิตรฯ อ.ชุมแพ
และพันธมิตรจากจังหวัดอื่นๆติดต่อขอบริจาคจานดาวเทียม ASTV โดยตรง
รวมจำนวนแล้ว พันธมิตรฯอ.ชุมแพ
สามารถติดตั้งจานดาวเทียมให้แก่ชุมชนและหมู่บ้านห่างไกลได้มากกว่า 70
ชุดติดตั้งไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม ประชาชนในเขตอ.ชุมแพและอำเภอใกล้เคียง
ยังมีความต้องการรับข้อมูลข่าวสารการเมืองแท้จริงในระดับที่สูงมาก
จากสื่อโทรทัศน์ของประชาชน ASTV ได้นำเสนอนั้น มีผลตอบรับดีมาก
แต่ก็ยังมีชุมชน/หมู่บ้านห่างไกลที่เข้ามาลงทะเบียนขอรับบริจาคจานดาวเทียม
ASTV ไว้กับพันธมิตรฯอ.ชุมแพ อีกมาก
เป็นเรื่องดีชี้วัดถึงกระแสตอบรับประชาชน
ที่จะสามารถขยายเครือข่ายสร้างการเมืองใหม่ได้ในวงกว้าง

จำเป็นต้องจัดกิจกรรมที่สามารถสร้างรายได้
เพื่อนำทุนมาซื้อจานดาวเทียม ASTV
นำไปติดตั้งให้แก่ชุมชน/หมู่บ้านห่างไกล
ได้มีโอกาสเข้าถึงข่าวสารการเมืองที่แท้จริงจากสื่อโทรทัศน์ของประชาชน
โดยการจัดมวยการกุศล เป็นกิจกรรมที่พันธมิตรฯอ.ชุมแพ
มีความพร้อมในการดำเนินงานมากที่สุด ซึ่งการจัดมวยการกุศลในครั้งที่ 3
นี้ มั่นใจว่าจะมีทุนซื้อและติดตั้งจานดาวเทียม ASTV ได้ไม่น้อยกว่า 20
ชุดติดตั้ง

ขณะเดียวกัน
พันธมิตรฯอ.ชุมแพก็เปิดโอกาสให้พี่น้องพันธมิตรทั้งประเทศ
ที่เห็นความสำคัญต่อการกระจายข่าวสารการเมืองที่แท้จริงผ่านสื่อโทรทัศน์ของ
ประชาชน ASTV ให้เข้าถึงชุมชน/หมู่บ้านห่างไกลในพื้นที่อ.ชุมแพและอำเภอใกล้เคียง
สามารถติดต่อบริจาคจานดาวเทียม ASTV โดยตรงที่ทีมงานชุดติดตั้งที่เบอร์
081-7686946 ,

ที่ ผ่านมามีพี่น้องพันธมิตรฯจาก อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
บริจาคทุนให้กับพันธมิตรอ.ชุมแพ นำไปซื้อจานดาวเทียม ASTV แล้วกว่า 4,000
บาทพร้อมทั้งมีพี่น้องพันธมิตรจากปทุมธานีบริจาคเงินทุนจำนวน 1,800 บาท
โดยเงินทุนดังกล่าวพันธมิตรฯอ.ชุมแพ จะใช้เป็นทุนในการซื้อจานดาวเทียม
ASTV ต่อไป

ทั้งนี้ หากพี่น้องพันธมิตรฯสนใจสนับสนุนกิจกรรมของพี่น้องพันธมิตรฯ
อ.ชุมแพ ต่อการสร้างปัญญาสานต่อการเมืองใหม่ในพื้นที่การเมืองเก่าให้เป็นรูปธรรม
สามารถติดต่อซื้อบัตรเข้าชมมวยการกุศลครั้งนี้ได้ที่ ศูนย์ข่าว ASTV
ผู้จัดการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.ขอนแก่น เลขที่ 1/30-31 หมู่ 12
ถ.ราษฎร์คะนึง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น หรือโทร 0-4323-6837

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน

วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2552

เรียนฟรี 15 ปีไม่ช่วยยอดคนพึ่งโรงจำนำลดลง - ขอนแก่นอัดงบเพิ่มเฉียด 20 ล้าน

ศูนย์ข่าวขอนแก่น - นโยบายเรียนฟรี 15 ปี
ยังช่วยแบ่งเบาภาระผู้ปกครองรายได้น้อยไม่ได้ตามฝันของรัฐบาลมาร์ค
คนจนยังต้องโร่พึ่งโรงรับจำนำเหมือนเคย
เฉพาะโรงตึ๊งเมืองหมอแคนยอดรับจำนำช่วงเปิดเทอมเพิ่มเฉียด 20 ล้านบาท
เหตุเศรษฐกิจตกต่ำ คนตกงานอื้อ
อีกทั้งปีหน้ามีแผนเปิดโรงจำนำเพิ่มอีกแห่งรองรับผู้ใช้บริการที่ขยายตัวต่อ
เนื่อง

นายพิชยเดช เพ็ชรภักดี ผู้จัดการสถานธนานุบาลเทศบาลนครขอนแก่น
กล่าวถึงผลการรับจำนำ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ถึง 30 พฤษภาคม 2552
ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงของการเปิดภาคการศึกษา ปี 2552 ว่า
สถานธนานุบาลเทศบาลนครขอนแก่น มีผู้มาใช้บริการรวมแล้วจำนวน 9,857 ราย
คิดเป็นยอดเงินรับจำนำ 143,157,400 บาท
เมื่อเปรียบเทียบการให้บริการในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
มีผู้มาใช้บริการ 9,528 ราย เป็นเงินรับจำนำ 124,122,110 บาท
นั่นเท่ากับว่าในปีนี้ให้บริการมากกว่าปีที่แล้ว 329 ราย คิดเป็นร้อยละ
3.34 โดยคิดเป็นจำนวนเงินถึง 19,035,290 บาท คิดเป็นร้อยละ 13.20

โดยยอดผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้นนั้น
เป็นเพราะสภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในช่วงขาลง
ซ้ำยังมีการเลิกจ้างงานของสถานประกอบการจำนวนไม่น้อย
ซึ่งแม้รัฐบาลจะมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี
เพื่อช่วยเหลือแบ่งเบาภาระรายจ่ายให้แก่ผู้ปกครอง
แต่เงินอุดหนุนก็ยังไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายจริงของผู้ปกครอง

นายพิชยเดชระบุว่า ในแต่ละปีนอกจากช่วงโรงเรียนเปิดเทอมแล้ว
ยังมีช่วงเข้าพรรษาที่ประชาชนเข้ามาใช้บริการโรงรับจำนำมากที่สุดในรอบปี
เพราะเป็นช่วงที่เกษตรกรลงนา
ซึ่งทางสถานธนานุบาลเองก็ได้เตรียมเงินสำรองเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับ
ประชาชน หากดูจากจำนวนผู้ที่เข้ามาใช้บริการนั้นยังเท่าเดิม
แต่ที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นเพราะในช่วงที่ผ่านมา
ผู้ที่เคยเข้ามาใช้บริการจำนำทองคำได้ไถ่ถอนเพื่อนำไปขาย
เนื่องจากราคาทองคำสูงมาก

ปัจจุบัน
สินค้าหรือข้าวของเครื่องใช้ที่รับจำนำและจัดเก็บไว้รอให้มาไถ่ถอนตามสัญญา
อยู่ในโรงรับจำนำแห่งนี้มูลค่ามากกว่า 100 ล้านบาท
นอกจากนี้เทศบาลนครขอนแก่นยังได้เตรียมเงินไว้รองรับประชาชนที่เข้ามาใช้
บริการเพิ่ม อีกปีละ 30 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม นายพิชยเดิช กล่าวว่า ภายในปี 2553
สถานธนานุบาลเทศบาลนครขอนแก่น จะเปิดให้บริการเพิ่มอีกแห่งหนึ่ง
บริเวณฝั่งตรงข้าม สถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น
โดยสถานธนานุบาลแห่งใหม่นี้จะมีเอกลักษณ์ โดดเด่น ทันสมัย และสะดวก
ต้องการตอกย้ำให้ประชาชนผู้ใช้บริการ ได้ปรับเปลี่ยนทัศนคติใหม่
มองว่าการใช้บริการของสถานธนานุบาลนั้นไม่ใช่เรื่องน่าอาย
ไม่ต่างไปจากการใช้บริการสินเชื่อของสถาบันการเงินทั่วไป
สามารถใช้เป็นช่องทางแก้ปัญหาการเงินเฉพาะหน้าในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก

ธปท.จับมือ บสย.เดินสายจัดงาน "ตลาดนัดเงินกู้" กระตุ้น SMEs อีสานเข้าถึงแหล่งเงินกู้ฟื้นเศรษฐกิจ

ศูนย์ข่าวขอนแก่น- บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จับมือ
ธปท.อีสาน นำร่องจัดกิจกรรมเดินสายประชาสัมพันธ์จัดงาน "ตลาดนัดเงินกู้
กู้อย่างไรให้ได้เงิน" ตามโครงการ Portfolio Guarantee Scheme
ที่รัฐสนับสนุน หวังสร้างโอกาส SMEs อีสานให้เข้าถึงแหล่งเงินกู้
ด้านผู้บริหาร บสย.มั่นใจผู้ประกอบการ SMEs อีสานเข้าร่วมกิจกรรมคึกคัก
คาด มีผู้ใช้บริการค้ำประกันสินเชื่อกว่า 2,000 ราย
พร้อมรุกคืบจัดกิจกรรมสู่ภูมิภาคอื่น เชื่อ
เป็นกลไกสำคัญฟื้นฟูเศรษฐกิจภาคอีสานและประเทศไทยให้กระเตื้อง

วันนี้ (8 มิ.ย.) ธนาคารแห่งประเทศไทย
สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ธปท.สภอ.) ร่วมกับ
บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จัดกิจกรรมแถลงข่าวเรื่อง
"การเดินสายจัดประชุมชี้แจงโครงการค้ำประกันสินเชื่อธุรกิจ SMEs" โดยมี
นายสมชาย เสตกรณุกูล ผู้อำนวยการอาวุโส ธปท.สภ.อ.พร้อมด้วยผู้บริหาร
บสย.ร่วมให้ข้อมูลการจัดกิจกรรมดังกล่าว ณ ห้องประชุม 301
ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อำเภอเมือง
จังหวัดขอนแก่น

นายสมชาย เสตกรณุกูล ผู้อำนวยการ ธปท.สภ.อ.เปิดเผยว่า
ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ธปท.สภ.อ.) ร่วมกับ
บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เดินสายจัดงาน
"ตลาดนัดเงินกู้ กู้อย่างไรให้ได้เงิน"
เพื่อพบปะทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการ SMEs ในการขอสินเชื่อโดยมี
บสย.ค้ำประกันตามโครงการ Portfolio Guarantee Scheme
ในวงเงินค้ำประกันรวม 30,000 ล้านบาท ที่ภาครัฐให้การสนับสนุน

การให้บริการค้ำประกันสินเชื่อของ
บสย.จะช่วยลดความเสี่ยงให้กับสถาบันการเงิน
ขณะที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)
ซึ่งมีสัดส่วนผู้ประกอบการมากกว่า 80% ของผู้ประกอบการทั้งหมดในภาคอีสาน
มีโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินกู้มากขึ้น
อันเป็นกลไกสำคัญต่อการกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศ

จุดสำคัญ ต้องการสื่อสารให้ผู้ประกอบการ SMEs ในภาคอีสาน
ได้รับทราบ และเข้าถึงบริการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย.
โดยธปท.สภอ.และบสย. จะร่วมกันเดินสายจัดงาน "ตลาดนัดเงินกู้
กู้อย่างไรให้ได้เงิน" รวม 9 แห่งครอบคลุมพื้นที่ 19 จังหวัดภาคอีสาน
ระหว่างวันที่ 10-26 มิถุนายน 2552 เริ่มขึ้นที่จังหวัดสกลนครในวันที่ 10
มิถุนายนนี้ ที่โรงแรมเอ็มเจ, 11 มิ.ย.จัดที่โรงแรมเลยพาเลซ จ.เลย, 12
มิ.ย.ที่โรงแรมบ้านเชียง จ.อุดรธานี, 16
มิ.ย.ที่โรงแรมสยามริเวอร์รีสอร์ท จ.ชัยภูมิ,

17 มิ.ย. ที่โรงแรมสีมาธานี จ.นครราชสีมา, 18
มิ.ย.ที่โรงแรมสุรินทร์ มาเจสติก จ.สุรินทร์ 24
มิ.ย.ที่โรงแรมสุนีย์แกรนด์โฮเต็ล จ.อุบลราชธานี, 25
มิ.ย.ที่โรงแรมเพชรรัชต์การ์เด้น จ.ร้อยเอ็ด และสุดท้ายวันที่ 26 มิ.ย.ณ
สถานสวัสดิการสงเคราะห์ ธนาคารแห่งประเทศไทย
สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ริมบึงแก่นนคร อ.เมือง จ.ขอนแก่

นายสมชาย กล่าวต่อว่า รูป แบบการจัดงาน เป็นการจัดตลาดนัดเงินกู้
เชิญสถาบันการเงินต่างๆ มาร่วมออกบูธ รวมทั้งมีการเสวนาให้ความรู้
เพื่อชี้แจงแนะแนวทางให้ได้รับอนุมัติเงินกู้
โดยผู้ประกอบการสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ธนาคารภายในงานได้ทันที
ทั้งมีการออกบูธให้คำปรึกษาแนะนำการขอกู้เงินจากธนาคารต่างๆ เป็นรายบุคคล
โดยธนาคารพาณิชย์พร้อมที่จะรับคำขอกู้เงินจากผู้ประกอบการ SMEs ภายในงาน
และให้คำตอบเบื้องต้นภายในงาน

ด้าน นายทวีศักดิ์ ฟุ้งเกียรติเจริญ ที่ปรึกษา
บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)
การให้บริการค้ำประกันสินเชื่อเงินกู้ของ
บสย.จะสร้างความมั่นใจให้กับธนาคารพาณิชย์
กล้าปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการ SMEs
ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปัจจุบัน โดยเฉพาะโครงการนี้
จะทำให้ผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงสภาพคล่องผ่านกลไกค้ำประกันเงินกู้ของ
บสย.โดยรัฐสนับสนุนอุดหนุนเงินชดเชยในวงเงินเสียหายให้กับ บสย. 2,000
ล้านบาท

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว เปิดกว้างให้กับ SMEs ทุกธุรกิจ
และประโยชน์ที่ผู้ประกอบการจะได้รับจากการใช้บริการ
บสย.จะส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจ เนื่องจากจะช่วยชะลอการปิดกิจการ SMEs
ลดปัญหาการเลิกจ้างงาน และส่งผลให้เกิดการจ้างงานในอนาคต

การจัดงานเดินสาย โครงการค้ำประกันสินเชื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs
ของ บสย.เบื้องต้นกิจกรรมที่จัดขึ้นใน 9 จังหวัดครอบคลุมพื้นที่ 19
จังหวัดภาคอีสานครั้งนี้ เชื่อมั่นว่า จะได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการ
SMEs เข้าร่วมกิจกรรมกันอย่างคึกคัก และคาดว่า จะมีผู้ประกอบการ SMEs
มาใช้บริการค้ำประกันสินเชื่อกว่า 2,000 คน
และจะมีการประเมินผลการจัดงานในภาคอีสาน

หาก ผลการจัดงานเป็นที่น่าพอใจ
สามารถกระตุ้นการใช้บริการในโครงการ Portfolio Guarantee Scheme มากขึ้น
และสามารถขยายปริมาณสินเชื่อตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการ SMEs ได้
ทาง บสย.จะดำเนินการจัดในภูมิภาคอื่น เช่น ภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคกลาง
ต่อไป