วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2552

นายกฯสั่งสอบเทศบาลเมืองพล สร้างตึกแถวติด ร.ร.-ดิ้นเปลี่ยนสีผังเมือง

ศูนย์ข่าวขอนแก่น -ชาว ชุมชนเทศบาลเมืองเมืองพล ใจชื้น
นายกฯอภิสิทธิ์ ส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีพิพาทโครงการสร้างอาคารพาณิชย์ให้เช่า
ของเทศบาล ในเขตสีเขียวมะกอกของโรงเรียนเทศบาลพลประชานุกุล เผย
ฝ่ายบริหารเทศบาล ดิ้น! หลังศาลปกครองสั่งระงับโครงการ
วิ่งเต้นเปลี่ยนสีในผังเมืองให้เป็นสีแดงเพื่อดันให้สร้างต่อได้
ขณะที่ชาวบ้านยันสู้ไม่ถอยเพื่อรักษาที่ดินโรงเรียนของชุมชน

จากกรณีที่ชาวบ้านในเขตเทศบาลเมืองพล อ.พล จ.ขอนแก่น
ที่รวมตัวในนามกลุ่มพลพิทักษ์ธรรมได้ร้องทุกข์ "มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน"
พร้อมกับเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ให้เช่า ขนาด 2
ชั้น 45 คูหา ซึ่งจะสร้างในเขตพื้นที่โรงเรียนเทศบาลพลประชานุกุล
ด้านที่ติดกับตลาดสดเทศบาลเมืองพลตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน 2550
โดยชาวบ้านกลุ่มนี้ไม่เห็นด้วยที่ฝ่ายบริหารเทศบาลเมืองพลจะนำพื้นที่
โรงเรียนไปแสวงผลประโยชน์ในเชิงพาณิชย์
อีกทั้งบริเวณดังกล่าวระบุในผังเมืองเป็นพื้นที่สีเขียวมะกอก
สงวนไว้สำหรับกิจกรรมทางการศึกษาเท่านั้น

ที่สำคัญ หวั่นว่า จะส่งผลกระทบต่อการเรียนของเยาวชน
โดยเฉพาะด้านเสียงและมลภาวะทางอากาศเพราะเป้าหมายผู้เช่าอาคารพาณิชย์ คือ
กลุ่มแม่ค้าพ่อค้าในตลาดสด
การต่อสู้ของชาวเทศบาลเมืองพลครั้งนี้ถึงขั้นยื่นฟ้องศาลปกครองจังหวัด

นายกฯรับลูกส่งทีมงานสอบข้อเท็จจริง

นายประสิทธิ์ พรหมนอกและนางผาสุข ปัญญา ตัวแทนชาวเทศบาลเมืองเมืองพล
กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ให้เช่าของเทศบาล
ซึ่งนำที่ดินโรงเรียนฝั่งที่ติดกับตลาดสดเทศบาลสร้างอาคาร

ล่าสุด นางผาสุข ปัญญา หนึ่งในกลุ่มพลพิทักษ์ธรรม อ.พล จ.ขอนแก่น
เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเคลื่อนไหวต่อสู้คัดค้านการก่อสร้างอาคารพาณิชย์
ของเทศบาลเมืองพลดังกล่าว ว่า เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
เจ้าหน้าที่จากสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้เดินทางมารับฟังข้อมูลทั้งฝ่าย
ประชาชน ที่คัดค้านโครงการ
และฝ่ายบริหารเทศบาลพลพร้อมกับลงพื้นที่สำรวจจุดก่อสร้าง
ถือเป็นความสำเร็จอีกก้าวหนึ่งของการต่อสู้ของภาคประชาชนที่ได้รับความสนใจ
จากภาครัฐ พวกตนยืนยันที่จะคัดค้านการก่อสร้างโครงการลงทุนนี้ให้ถึงที่สุดเพื่อปกป้อง
ผลประโยชน์ของนักเรียนและชุมชนส่วนรวม

นางผาสุข
กล่าวถึงการลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่จากสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีครั้งนี้
เป็นผลสืบเนื่องจากที่พวกตนได้ทำหนังสือถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นายกรัฐมนตรี เพื่อให้ช่วยเหลือสั่งระงับการขอเปลี่ยนแปลงพื้นที่บริเวณดังกล่าวที่กฎ
กระทรวงผังเมืองรวมเมืองพลกำหนดให้เป็นสีเขียวมะกอกให้เป็นพื้นที่สีแดง
ที่ดินประเภทพาณิชย์กรรม หากวิ่งเต้นเปลี่ยนสีในผังเมืองสำเร็จ
เทศบาลเมืองพลก็จะใช้เป็นข้ออ้างเดินหน้าลงทุนโครงการพาณิชย์ให้เช่าได้ต่อ

"พวกเราดีใจมากที่ท่าน นายกฯอภิสิทธิ์
เห็นความสำคัญของปัญหาสั่งให้หน่วยงานสำนักปลัดฯมาดูสภาพพื้นที่และรับฟัง
ข้อมูลของทั้งฝ่ายเราที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการและฝ่ายผู้บริหารเทศบาลฯเจ้า
ของโครงการ การต่อสู้ของพวกเราในเรื่องนี้ไม่ได้หวังผลประโยชน์ใดๆ
เราแค่ต้องการปกป้องพื้นที่ของโรงเรียนไม่ให้นักการเมืองท้องถิ่นนำไปก่อ
สร้างตึกอาคารเพียงแค่ข้ออ้างความเจริญเติบโตด้านวัตถุเท่านั้น"นางผาสุข
กล่าวและเล่าต่อว่า

นับว่าความยุติธรรมในแผ่นดินนี้
ยังมีอยู่เพราะหลังจากที่ตนกับพวกอีก 5 คน
ในนามกลุ่มพลพิทักษ์ธรรมได้ยื่นร้องต่อศาลปกครองขอนแก่นให้สั่งยกเลิก
โครงการดังกล่าวเมื่อปลายปี 50 ผลจากคำพิพากษาที่ศาลตัดสินเมื่อปลายปี 51
ได้มีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้างอาคารพาณิชย์ทั้ง 45 คูหา และสั่งให้
นายสุวัฒน์ อังสนันท์
นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองพลรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างอาคารที่พิพาทและปรับพื้นที่
โรงเรียนเทศบาลพลประชานุกุลให้กลับคืนสู่สภาพเดิม
อย่างไรก็ตามคดีนี้ยังไม่ถือว่าสิ้นสุด เพราะทางนายสุวัฒน์
ได้ยื่นอุทธรณ์


สำหรับเหตุผลที่ นายสุวัฒน์
ในฐานะนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองพลอ้างเพื่อลงทุนสร้างอาคารพาณิชย์นั้น
เขายืนยันว่าทุกขั้นตอนเป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย
สภาเทศบาลฯเห็นชอบให้ก่อสร้าง เพื่อพัฒนารายได้ของเทศบาลเมืองเมืองพล
มีวัตถุประสงค์ที่จะบำรุงและส่งเสริมการทำมาหากินของราษฎร

เทศบาลเมืองพลดิ้นเปลี่ยนสีในผังเมือง

สำหรับสถานที่ตั้งอาคารพาณิชย์เดิมเคยอยู่ในเขตห้ามก่อสร้างตาม
กฎหมาย ฉบับที่ 395(2541) ตาม พ.ร.บ.การผังเมือง พ.ศ.2518
ซึ่งกำหนดเป็นสีเขียวมะกอกที่ดินประเภทสถาบันการศึกษา
แต่กฎหมายดังกล่าวได้สิ้นสุดผลการบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม
2548และขณะดำเนินโครงการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ยังไม่มีการประกาศใช้บังคับกฎ
กระทรวงฉบับใหม่การใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว
จึงไม่มีข้อห้ามตามกฎหมายผังเมือง

นายสุวัฒน์ ยืนยันอีกว่า
ในประเด็นนี้ทางอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมืองได้ตอบข้อหารือมาว่า
เมื่อกฎกระทรวง ฉบับที่ 395 (2541)
ได้สิ้นสุดระยะเวลาการบังคับใช้เมื่อปี 2548 ดังนั้น
การใช้ประโยชน์ในที่ดินในขณะนี้จึงไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงดัง
กล่าว หนังสือตอบข้อหารือดังข้อความข้างต้นจึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เทศบาลเมือง
เมืองพลใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงเพื่อแสดงความชอบธรรมในการก่อสร้างอาคาร
พาณิชย์

อย่างไรก็ตาม ในหนังสือตอบข้อหารือฉบับเดียวกัน
ได้ระบุเพิ่มเติมว่าโครงการดังกล่าวจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายอื่นๆ
ที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายควบคุมอาคาร กฎหมายสิ่งแวดล้อม เป็นต้น


อาคารเรียน ของโรงเรียนเทศบาลพลประชานุกุล
และเสาโครงการก่อสร้างอาคารของเทศบาลเมืองพล ห่างกันราว 1 เมตร
ด้าน นายประสิทธิ์ พรหมนอก
หนึ่งในสมาชิกกลุ่มพลพิทักษ์ธรรมได้ตอบโต้ข้อกล่าวอ้างของฝ่ายบริหารเทศบาล
เมืองเมืองพลว่า จะอ้างการสิ้นสุดระยะเวลาบังคับใช้ของกฎกระทรวง ฉบับที่
395(2551)ไม่ได้ แม้จะอยู่ในช่วงที่รอการออกกฎกระทรวงใหม่
ใช่ว่าจะฉวยโอกาสดำเนินโครงการใดๆที่ผิดกฎหมายได้
ต้องดูกฎหมายแวดล้อมอื่นๆประกอบและที่สำคัญต้องดูความเหมาะสมตามหลักธรรมาภิ
บาลด้วย

นอกจากนี้ นายประสิทธิ์ ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า กรณีที่
นายสุวัฒน์ ชี้แจงเหตุผลที่ขอเปลี่ยนสีจากสีเขียวมะกอกเป็นสีแดงเพื่อสร้างอาคารพาณิชย์
ดังกล่าว เพื่อรองรับผู้เช่าอาศัยในอาคารหลังเก่า บริเวณตลาดสดเทศบาล
จำนวน 50 รายที่หมดสัญญาเช่าและเทศบาลฯจะทำการรื้อถอน
ถึงขั้นจะสร้างอาคารพาณิชย์ในโรงเรียนเพื่อรองรับ
มีประเด็นที่น่าสงสัยคือ

1.อาคารตลาดหลังเก่าที่สร้างมา 40 ปี เมื่อหมดสัญญาแล้ว
จำเป็นต้องทุบรื้อถอนและสร้างใหม่เท่านั้นหรือ

2.จากการประกาศขายสิทธิ์อาคารพาณิชย์หลังใหม่ในบริเวณโรงเรียนแก่
บุคคลทั่วไป ไม่ใช่มุ่งรองรับผู้หมดสัญญาจากอาคารหลังเก่า
ซึ่งทำให้ผู้หมดสัญญาไม่สามารถแบกรับราคาที่ประกาศขายสิทธิ์ได้
เพราะมีราคาค่อนข้างสูง
และที่สำคัญไม่เห็นด้วยกับการสร้างอาคารพาณิชย์ในพื้นที่ของโรงเรียน
เป็นการเบียดบังพื้นที่ของโรงเรียน
ควรเป็นพื้นที่เพื่อใช้ประโยชน์ต่อการส่งเสริมการศึกษาเท่านั้น


รวมทั้งเห็นว่า นักเรียนจะได้รับผลกระทบจากมลพิษทางกลิ่น เสียง
การบดบังแสง-ลม เพราะตามข้อเท็จจริง
จะสังเกตได้จากภาพถ่ายเสาเข็มอาคารพาณิชย์ผนวกกับแบบแปลนที่ประกาศขาย
จะเห็นได้ว่าหากวัดจากแนวดิ่งของชายคาของอาคารเรียนจะห่างกันเพียง 1
เมตรเท่านั้น

ดังนั้น ด้วยเหตุผลที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการสร้างอาคารพาณิชย์ของเทศบาลเมือเมืองพล
ต่างๆครั้งนี้ จึงต้องการให้มีการพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อพิจารระงับการเปลี่ยนแปลง
สีการใช้ประโยชน์ในที่ดินบริเวณดังกล่าวจากสีเขียวมะกอกเพื่อสถาบันการศึกษา
เป็นสีแดงเพื่อการพาณิชย์

รายงานข่าวแจ้งว่า
ภายหลังเจ้าหน้าที่จากสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้ลงสำรวจข้อเท็จจริงใน
พื้นที่และรับฟังข้อมูลจากตัวแทนทั้ง 2 ฝ่าย คือ
ผู้ร้องคัดค้านโครงการฯกับเจ้าของโครงการคือฝ่ายบริหารเทศบาลเมืองเมืองพล
แล้ว ได้กล่าวย้ำว่า ณ
ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปความเห็นใดๆได้เพราะกรณีพิพาทโครงการนี้กำลังอยู่ใน
กระบวนการพิจารณาคดีของศาล คดียังไม่สิ้นสุด ไม่สามารถก้าวล้ำอำนาจศาลได้
แต่ข้อมูลที่ได้รับฟังจากทั้ง
2ฝ่ายจะนำไปประมวลเพื่อเสนอขอความเห็นจากผู้บังคับบัญชาต่อไป


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000067029

4 ความคิดเห็น:

  1. อีกมุมมองหนึ่งในการก่อสร้างอาคารพานิชย์ 45 คูหา ยกกรรมสิทธิ์ให้เทศบาล


    มีความเห็นมากมายเรื่อง การก่อสร้างอาคารพานิชย์ 45 คูหาของเทศบาล ทั้งที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุดในขณะนี้ ไม่ว่าผลคดีออกมาในลักษณะใดก็ไม่เห็นว่าจะเป็นผลดีต่อชาวเมืองพลเลย
    ถ้าดำเนินการต่อไม่ได้ จะทำอย่างไรกับสิ่งที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ถ้าดำเนินการต่อไปได้สิ่งที่ทำไว้แล้วจะใช้ได้หรือ ใครจะรับผิดชอบ เทศบาล ประชาชน ผู้ที่ก่อสร้าง ผู้ฟ้องคดี ที่สำคัญด้วยทิฐิของผู้เกี่ยวข้องจะนำไปสู่ความขัดแย้งในหมู่ประชาชนใช่ไหม
    พิจารณากันให้รอบคอบ การก่อสร้างผิดตรงไหนว่ากันตามข้อเท็จจริง ไม่ใช่หลักการหรือทฤษฎี ขอให้นึกภาพว่าเมื่อก่อสร้างเสร็จแล้วกับสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน จะเป็นปัญหาตรงไหน โรงเรียนเสียประโยชน์อย่างไร
    ในฐานะคนเมืองพลที่พอจะรับรู้ข่าวสาร เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ขาดเจตนาอันบริสุทธิ์ของทั้งสองฝ่าย และที่สำคัญเป็นเรื่องที่ต้องการหักล้างกันในทางการเมือง ฝ่ายที่ร้องก็อ้างว่าจะเกิดความเสียหายเกินจริง ฝ่ายผู้สร้างก็อ้างการจัดหารายได้ ไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดชี้แจงเหตุผลให้ประจักษ์ชัดเจน ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกบิดเบือนจากทั้งสองฝ่าย
    จะชี้แจงให้เห็นภาพ อาคารที่เกิดขึ้นจะเป็นรั้วโรงเรียน ถนนหน้าอาคารจะถูกปรับเป็นถนนคนเดิน และที่จอดรถผู้มาจับจ่ายใช้สอยในตลาด โรงเรียนก็จะมีรั้วที่กว้างเกินไปหน่อยเท่านั้นเอง
    มองอย่างเป็นธรรมในเรื่องนี้
    นายกเทศมนตรีเมืองเมืองพลใช้ดุลยพินิจอนุญาตให้ใช้พื้นที่โรงเรียนก่อสร้างอาคารพานิชย์เป็นการใช้ดุลยพินิจตามอำนาจหน้าที่ของนายกเทศมนตรีฯ ที่กฎหมายให้อำนาจไว้ โดยความเห็นชอบจากสภาเทศบาล ฯ ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนส่วนใหญ่ในท้องถิ่นโดยเปิดเผย และได้มีการหารือกับกรมโยธาธิการฯ แล้วว่าสามารถปฏิบัติได้ โดยไม่ได้เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือระเบียบแผนใดๆ
    การจัดการศึกษา เป็นหน้าที่สำคัญประการหนึ่งของเทศบาลฯ รวมทั้งการหารายได้เพื่อนำมาใช้ในการบริหารงานด้านการศึกษา อีกทั้งดำเนินการในด้านอื่นๆ ก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน การนำพื้นที่ของโรงเรียนฯ เพียงส่วนน้อย (1 ไร่เศษจาก 24 ไร่เศษ) มาใช้ในการพาณิชยกรรม โดยทำให้ได้ประโยชน์ทั้งในด้านงบประมาณ และในการพัฒนาพื้นที่ด้วยการนำพื้นที่ไปใช้ให้เหมาะสมกับคุณสมบัติของพื้นที่ ซึ่งเมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงในหลายๆด้านแล้ว สามารถเห็นได้ว่า แทบไม่มีผลเสียต่อการจัดการศึกษา เพราะพื้นที่ที่ใช้เป็นขอบริมของพื้นที่ของโรงเรียน ทั้งเป็นส่วนที่ใกล้ชิดติดกับพื้นที่ที่ใช้ในการพาณิชยกรรมของท้องถิ่นที่มีอยู่เดิมอยู่แล้ว การบริหารงานของเทศบาลในด้านอื่นๆ ก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการจัดการศึกษา

    ไม่มีฝ่ายหนึ่งได้รับความเดือดร้อนในการอนุญาตให้ดำเนินการก่อสร้างอาคารพานิชย์ยกกรรมสิทธิ์ให้เทศบาล จำนวน 45 คูหาดังกล่าว และผู้มีส่วนได้เสียสามารถที่จะนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของที่ปรึกษาผังเมืองเมืองพลได้ ซึ่งกรมโยธาธิการและผังเมืองมีขั้นตอนการจัดทำผังเมืองที่ชัดเจนและประชาชนสามารถเสนอข้อคิดเห็นประกอบการได้
    ที่สำคัญที่สุด ขณะนี้เรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด การนำความเห็นชอบเสนอต่อสาธารณะ อาจเป็นการละเมิดต่อศาลได้ จึงควรรอฟังคำพิพากษาก่อนดีกว่าแล้วค่อยช่วยกันหาทางแก้ไขกันต่อไป
    และอยากจะคิดว่าทุกฝ่ายก็ต้องการให้เมืองพลของเรามีการพัฒนาทุกด้านอย่างเป็นระบบและเสนอความเห็นที่ไม่มีอคติส่วนตัว หรือถูกผลักดันโดยการแข่งขันทางการเมือง มิฉะนั้นแล้วความเห็นต่างๆ จะนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยาวนาน
    ด้วยจิตคาราวะต่อทุกความเห็น

    ตอบลบ
  2. ไม่ระบุชื่อ24 เมษายน 2553 เวลา 14:23

    มันเป็นการพัฒนาเมือง....เกิดความเปลี่ยนแปลง สร้างต่อเลย เพื่อความเจริญของเมืองพล

    ตอบลบ
  3. ไม่ระบุชื่อ23 พฤษภาคม 2553 เวลา 14:58

    ศาล ตัดสินแล้วว่าคำสั่งของนายกเทศฯไม่ชอบ อย่ามา เหวง!

    ตอบลบ
  4. ไม่ระบุชื่อ4 กรกฎาคม 2553 เวลา 12:21

    อิจฉา เขาละสิ

    ไม่ได้เป็นนายก เหมือนเขาอะ

    ชอบคัดค้าน ดีนัก

    ตอบลบ