วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2552

นายกฯสั่งสอบเทศบาลเมืองพลสร้างตึกแถวที่ร.ร.-ดิ้นเปลี่ยนสีผังเมือง

ศูนย์ ข่าวขอนแก่น-ชาวชุมชนเทศบาลเมืองเมืองพลใจชื้น
นายกฯอภิสิทธิ์ส่งเจ้าหน้าที่
ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีพิพาทโครงการสร้างอาคารพาณิชย์ให้เช่าของเทศบาลฯ
ในเขตสีเขียวมะกอกของโรงเรียนเทศบาลพลประชานุกุล
เผยฝ่ายบริหารเทศบาลฯดิ้น!หลังศาลปกครองสั่งระงับโครงการ
วิ่งเต้นเปลี่ยนสีในผังเมืองให้เป็นสีแดงเพื่อดันให้สร้างต่อได้
ขณะที่ชาวบ้านยันสู้ไม่ถอยเพื่อรักษาที่ดินโรงเรียนของชุมชน

จากกรณีที่ชาวบ้านในเขตเทศบาลเมืองพล อ.พล จ.ขอนแก่น
ที่รวมตัวในนามกลุ่มพลพิทักษ์ธรรมได้ร้องทุกข์
"มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน"พร้อมกับเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการก่อสร้างอาคาร
พาณิชย์ให้เช่า ขนาด 2 ชั้น 45 คูหา
ซึ่งจะสร้างในเขตพื้นที่โรงเรียนเทศบาลพลประชานุกุล
ด้านที่ติดกับตลาดสดเทศบาลเมืองพลตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน 2550
โดยชาวบ้านกลุ่มนี้ไม่เห็นด้วยที่ฝ่ายบริหารเทศบาลเมืองพลจะนำพื้นที่
โรงเรียนไปแสวงผลประโยชน์ในเชิงพาณิชย์
อีกทั้งบริเวณดังกล่าวระบุในผังเมืองเป็นพื้นที่สีเขียวมะกอก
สงวนไว้สำหรับกิจกรรมทางการศึกษาเท่านั้น

ที่สำคัญหวั่นว่าจะส่งผลกระทบต่อการเรียนของเยาวชน
โดยเฉพาะด้านเสียงและมลภาวะทางอากาศเพราะเป้าหมายผู้เช่าอาคารพาณิชย์ คือ
กลุ่มแม่ค้าพ่อค้าในตลาดสด
การต่อสู้ของชาวเทศบาลเมืองพลครั้งนี้ถึงขั้นยื่นฟ้องศาลปกครองจังหวัด

นายกฯรับลูกส่งทีมงานสอบข้อเท็จจริง

ล่าสุด นางผาสุข ปัญญา หนึ่งในกลุ่มพลพิทักษ์ธรรม อ.พล จ.ขอนแก่น
เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเคลื่อนไหวต่อสู้คัดค้านการก่อสร้างอาคารพาณิชย์
ของเทศบาลเมืองพลดังกล่าวว่า เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
เจ้าหน้าที่จากสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้เดินทางมารับฟังข้อมูลทั้งฝ่าย
ประชาชน ที่คัดค้านโครงการ
และฝ่ายบริหารเทศบาลพลพร้อมกับลงพื้นที่สำรวจจุดก่อสร้าง
ถือเป็นความสำเร็จอีกก้าวหนึ่งของการต่อสู้ของภาคประชาชนที่ได้รับความสนใจ
จากภาครัฐ พวกตนยืนยันที่จะคัดค้านการก่อสร้างโครงการลงทุนนี้ให้ถึงที่สุดเพื่อปกป้อง
ผลประโยชน์ของนักเรียนและชุมชนส่วนรวม

นางผาสุข
กล่าวถึงการลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่จากสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีครั้งนี้
เป็นผลสืบเนื่องจากที่พวกตนได้ทำหนังสือถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นายกรัฐมนตรี เพื่อให้ช่วยเหลือสั่งระงับการขอเปลี่ยนแปลงพื้นที่บริเวณดังกล่าวที่กฎ
กระทรวงผังเมืองรวมเมืองพลกำหนดให้เป็นสีเขียวมะกอกให้เป็นพื้นที่สีแดง
ที่ดินประเภทพาณิชย์กรรม หากวิ่งเต้นเปลี่ยนสีในผังเมืองสำเร็จ
เทศบาลเมืองพลก็จะใช้เป็นข้ออ้างเดินหน้าลงทุนโครงการพาณิชย์ให้เช่าได้ต่อ

"พวกเราดีใจมากที่ท่าน นายกฯอภิสิทธิ์
เห็นความสำคัญของปัญหาสั่งให้หน่วยงานสำนักปลัดฯมาดูสภาพพื้นที่และรับฟัง
ข้อมูลของทั้งฝ่ายเราที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการและฝ่ายผู้บริหารเทศบาลฯเจ้า
ของโครงการ การต่อสู้ของพวกเราในเรื่องนี้ไม่ได้หวังผลประโยชน์ใดๆ
เราแค่ต้องการปกป้องพื้นที่ของโรงเรียนไม่ให้นักการเมืองท้องถิ่นนำไปก่อ
สร้างตึกอาคารเพียงแค่ข้ออ้างความเจริญเติบโตด้านวัตถุเท่านั้น"นางผาสุข
กล่าวและเล่าต่อว่า

นับว่าความยุติธรรมในแผ่นดินนี้ยังมีอยู่เพราะหลังจากที่ตนกับพวกอีก
5 คน ในนามกลุ่มพลพิทักษ์ธรรมได้ยื่นร้องต่อศาลปกครองขอนแก่นให้สั่งยกเลิก
โครงการดังกล่าวเมื่อปลายปี 50 ผลจากคำพิพากษาที่ศาลตัดสินเมื่อปลายปี 51
ได้มีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้างอาคารพาณิชย์ทั้ง 45 คูหา และสั่งให้
นายสุวัฒน์ อังสนันท์
นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองพลรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างอาคารที่พิพาทและปรับพื้นที่
โรงเรียนเทศบาลพลประชานุกุลให้กลับคืนสู่สภาพเดิม
อย่างไรก็ตามคดีนี้ยังไม่ถือว่าสิ้นสุดเพราะทางนายสุวัฒน์ ได้ยื่นอุทธรณ์


สำหรับเหตุผลที่นายสุวัฒน์
ในฐานะนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองพลอ้างเพื่อลงทุนสร้างอาคารพาณิชย์นั้น
เขายืนยันว่าทุกขั้นตอนเป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย
สภาเทศบาลฯเห็นชอบให้ก่อสร้าง เพื่อพัฒนารายได้ของเทศบาลเมืองเมืองพล
มีวัตถุประสงค์ที่จะบำรุงและส่งเสริมการทำมาหากินของราษฎร

เทศบาลเมืองพลดิ้นเปลี่ยนสีในผังเมือง

สำหรับสถานที่ตั้งอาคารพาณิชย์เดิมเคยอยู่ในเขตห้ามก่อสร้างตาม
กฎหมาย ฉบับที่ 395(2541)ตาม พ.ร.บ.การผังเมือง พ.ศ.2518
ซึ่งกำหนดเป็นสีเขียวมะกอกที่ดินประเภทสถาบันการศึกษา
แต่กฎหมายดังกล่าวได้สิ้นสุดผลการบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม
2548และขณะดำเนินโครงการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ยังไม่มีการประกาศใช้บังคับกฎ
กระทรวงฉบับใหม่การใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว
จึงไม่มีข้อห้ามตามกฎหมายผังเมือง

นายสุวัฒน์
ยืนยันอีกว่าในประเด็นนี้ทางอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมืองได้ตอบข้อหารือมา
ว่า เมื่อกฎกระทรวง ฉบับที่395(2541)ได้สิ้นสุดระยะเวลาการบังคับใช้เมื่อ
24 ปี 2548 ดังนั้น
การใช้ประโยชน์ในที่ดินในขณะนี้จึงไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงดัง
กล่าว หนังสือตอบข้อหารือดังข้อความข้างต้นจึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เทศบาลเมือง
เมืองพลใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงเพื่อแสดงความชอบธรรมในการก่อสร้างอาคาร
พาณิชย์

อย่างไรก็ตามในหนังสือตอบข้อหารือฉบับเดียวกัน
ได้ระบุเพิ่มเติมว่าโครงการดังกล่าวจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายอื่นๆ
ที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายควบคุมอาคาร กฎหมายสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

ด้านนายประสิทธิ์ พรหมนอก
หนึ่งในสมาชิกกลุ่มพลพิทักษ์ธรรมได้ตอบโต้ข้อกล่าวอ้างของฝ่ายบริหารเทศบาล
เมืองเมืองพลว่า จะอ้างการสิ้นสุดระยะเวลาบังคับใช้ของกฎกระทรวง ฉบับที่
395 (2551)ไม่ได้ แม้จะอยู่ในช่วงที่รอการออกกฎกระทรวงใหม่
ใช่ว่าจะฉวยโอกาสดำเนินโครงการใดๆที่ผิดกฎหมายได้
ต้องดูกฎหมายแวดล้อมอื่นๆประกอบและที่สำคัญต้องดูความเหมาะสมตามหลักธรรมาภิ
บาลด้วย

นอกจากนี้ นายประสิทธิ์ ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า กรณีที่
นายสุวัฒน์ ชี้แจงเหตุผลที่ขอเปลี่ยนสีจากสีเขียวมะกอกเป็นสีแดงเพื่อสร้างอาคารพาณิชย์
ดังกล่าว เพื่อรองรับผู้เช่าอาศัยในอาคารหลังเก่า บริเวณตลาดสดเทศบาล
จำนวน 50 รายที่หมดสัญญาเช่าและเทศบาลฯจะทำการรื้อถอน
ถึงขั้นจะสร้างอาคารพาณิชย์ในโรงเรียนเพื่อรองรับ
มีประเด็นที่น่าสงสัยคือ

1.อาคารตลาดหลังเก่าที่สร้างมา 40 ปี เมื่อหมดสัญญาแล้ว
จำเป็นต้องทุบรื้อถอนและสร้างใหม่เท่านั้นหรือ

2.จากการประกาศขายสิทธิ์อาคารพาณิชย์หลังใหม่ในบริเวณโรงเรียนแก่
บุคคลทั่วไป ไม่ใช่มุ่งรองรับผู้หมดสัญญาจากอาคารหลังเก่า
ซึ่งทำให้ผู้หมดสัญญาไม่สามารถแบกรับราคาที่ประกาศขายสิทธิ์ได้
เพราะมีราคาค่อนข้างสูง
และที่สำคัญไม่เห็นด้วยกับการสร้างอาคารพาณิชย์ในพื้นที่ของโรงเรียน
เป็นการเบียดบังพื้นที่ของโรงเรียน
ควรเป็นพื้นที่เพื่อใช้ประโยชน์ต่อการส่งเสริมการศึกษาเท่านั้น

รวมทั้งเห็นว่านักเรียนจะได้รับผลกระทบจากมลพิษทางกลิ่น เสียง
การบดบังแสง-ลม เพราะตามข้อเท็จจริง
จะสังเกตได้จากภาพถ่ายเสาเข็มอาคารพาณิชย์ผนวกกับแบบแปลนที่ประกาศขาย
จะเห็นได้ว่าหากวัดจากแนวดิ่งของชายคาของอาคารเรียนจะห่างกันเพียง 1
เมตรเท่านั้น

ดังนั้นด้วยเหตุผลที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการสร้างอาคารพาณิชย์ของ
เทศบาลเมืองเมืองพลต่างๆครั้งนี้
จึงต้องการให้มีการพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อพิจารณาระงับการเปลี่ยน
แปลงสีการใช้ประโยชน์ในที่ดินบริเวณดังกล่าวจากสีเขียวมะกอกเพื่อสถาบันการ
ศึกษาเป็นสีแดงเพื่อการพาณิชย์

รายงานข่าวแจ้งว่า
ภายหลังเจ้าหน้าที่จากสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้ลงสำรวจข้อเท็จจริงใน
พื้นที่และรับฟังข้อมูลจากตัวแทนทั้ง 2 ฝ่าย คือ
ผู้ร้องคัดค้านโครงการฯกับเจ้าของโครงการคือฝ่ายบริหารเทศบาลเมืองเมืองพล
แล้ว ได้กล่าวย้ำว่า ณ
ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปความเห็นใดๆได้เพราะกรณีพิพาทโครงการนี้กำลังอยู่ใน
กระบวนการพิจารณาคดีของศาล คดียังไม่สิ้นสุด ไม่สามารถก้าวล้ำอำนาจศาลได้
แต่ข้อมูลที่ได้รับฟังจากทั้ง
2ฝ่ายจะนำไปประมวลเพื่อเสนอขอความเห็นจากผู้บังคับบัญชาต่อไป


http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000066171

"พันธมิตรฯชุมแพ"พร้อมจัดมวยการกุศลรอบ 3 หาทุนติดตั้งจานดาวเทียมASTVเสาร์27มิ.ย.นี้

ศูนย์ข่าวขอนแก่น - พันธมิตรฯชุมแพลั่นพร้อมจัดมวยการกุศลรอบที่ 3
ในวันเสาร์ที่ 27 มิ.ย.นี้ ตั้งเป้าหาทุนซื้อจานดาวเทียมเอเอสทีวี
ติดตั้งฟรีให้ชุมชนห่างไกล ขยายโอกาสรับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง
ระบุกระแสตอบรับยังล้นทะลัก แม้ยอดการติดตั้งไปแล้วมากกว่า 70
ชุดติดตั้งแล้ว ชี้ยังมีชุมชนอื่นรอรับข่าวสารอีกเพียบ
ทั้งเปิดโอกาสพี่น้องพันธมิตรบริจาคจานดาวเทียม ASTV
ที่เห็นความสำคัญกับภาระกิจสร้างการเมืองใหม่ให้เป็นรูปธรรม

หลังจากที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น
ได้จัดมวยการกุศล มาแล้วถึง 2 ครั้งเมื่อวันที่ 13 ธ.ค.51 และ 7 ก.พ.52
เพื่อนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายซื้อจานดาวเทียม ASTV
ติดตั้งในพื้นที่ชุมชน/หมู่บ้านห่างไกล ในเขต อ.ชุมแพ และอำเภอใกล้เคียง
ขยายโอกาสการรับรู้ข้อมูลข่าวสารการเมืองที่แท้จริง
หัวใจสำคัญของการสร้างการเมืองใหม่ตามเจตนารมณ์ของพี่น้องพันธมิตรฯทั้ง
ประเทศ ล่าสุดพันธมิตรฯอ.ชุมแพ เตรียมจัดมวยการกุศลในครั้งที่ 3
สานต่อเจตนารมณ์สร้างการเมืองใหม่อย่างต่อเนื่อง

นายบวร ศรีตรัย ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น เปิดเผยว่า พันธมิตรฯอ.ชุมแพ
มีความพร้อมจัดมวยการกุศลครั้งที่ 3 ในวันที่ 27 มิถุนายนนี้ ณ
สนามมวยมาตรฐานอำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น โดยการจัดมวยครั้งนี้
ทางคณะทำงานพันธมิตรฯอ.ชุมแพ ได้ปรับลดค่าบัตรชมมวยลงเหลือบัตรละ 100 บาท
และเพิ่มจำนวนพิมพ์บัตร เพื่อขยายโอกาสการขายบัตรเข้าชมได้ง่ายขึ้น

" ผลการจัดมวยการกุศลมาแล้ว 2 ครั้ง เพื่อซื้อจานดาวเทียม ASTV
ติดตั้งฟรีให้แก่หมู่บ้านและชุมชนห่างไกล
ขยายการรับรู้ข้อมูลข่าวสารการเมืองแท้จริงจากสถานีโทรทัศน์ของประชาชน
และสร้างแนวร่วมปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
สร้างการเมืองใหม่ให้เป็นรูปธรรมนั้น
ปรากฏว่าได้รับการตอบรับสูงมาก"นายบวรกล่าวและว่า

การจัดมวยการกุศลแต่ละครั้ง มีทุนซื้อจานดาวเทียม ASTV
ติดตั้งได้ประมาณครั้งละ 20 ชุดติดตั้ง รวมแล้วเฉพาะจัดมวยการกุศลทั้ง 2
ครั้ง สามารถติดตั้งจานดาวเทียมได้ประมาณ 40 ชุดติดตั้ง
ขณะเดียวกันก็มีพี่น้องพันธมิตรฯ อ.ชุมแพ
และพันธมิตรจากจังหวัดอื่นๆติดต่อขอบริจาคจานดาวเทียม ASTV โดยตรง
รวมจำนวนแล้ว พันธมิตรฯอ.ชุมแพ
สามารถติดตั้งจานดาวเทียมให้แก่ชุมชนและหมู่บ้านห่างไกลได้มากกว่า 70
ชุดติดตั้งไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม ประชาชนในเขตอ.ชุมแพและอำเภอใกล้เคียง
ยังมีความต้องการรับข้อมูลข่าวสารการเมืองแท้จริงในระดับที่สูงมาก
จากสื่อโทรทัศน์ของประชาชน ASTV ได้นำเสนอนั้น มีผลตอบรับดีมาก
แต่ก็ยังมีชุมชน/หมู่บ้านห่างไกลที่เข้ามาลงทะเบียนขอรับบริจาคจานดาวเทียม
ASTV ไว้กับพันธมิตรฯอ.ชุมแพ อีกมาก
เป็นเรื่องดีชี้วัดถึงกระแสตอบรับประชาชน
ที่จะสามารถขยายเครือข่ายสร้างการเมืองใหม่ได้ในวงกว้าง

จำเป็นต้องจัดกิจกรรมที่สามารถสร้างรายได้
เพื่อนำทุนมาซื้อจานดาวเทียม ASTV
นำไปติดตั้งให้แก่ชุมชน/หมู่บ้านห่างไกล
ได้มีโอกาสเข้าถึงข่าวสารการเมืองที่แท้จริงจากสื่อโทรทัศน์ของประชาชน
โดยการจัดมวยการกุศล เป็นกิจกรรมที่พันธมิตรฯอ.ชุมแพ
มีความพร้อมในการดำเนินงานมากที่สุด ซึ่งการจัดมวยการกุศลในครั้งที่ 3
นี้ มั่นใจว่าจะมีทุนซื้อและติดตั้งจานดาวเทียม ASTV ได้ไม่น้อยกว่า 20
ชุดติดตั้ง

ขณะเดียวกัน
พันธมิตรฯอ.ชุมแพก็เปิดโอกาสให้พี่น้องพันธมิตรทั้งประเทศ
ที่เห็นความสำคัญต่อการกระจายข่าวสารการเมืองที่แท้จริงผ่านสื่อโทรทัศน์ของ
ประชาชน ASTV ให้เข้าถึงชุมชน/หมู่บ้านห่างไกลในพื้นที่อ.ชุมแพและอำเภอใกล้เคียง
สามารถติดต่อบริจาคจานดาวเทียม ASTV โดยตรงที่ทีมงานชุดติดตั้งที่เบอร์
081-7686946 ,

ที่ ผ่านมามีพี่น้องพันธมิตรฯจาก อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
บริจาคทุนให้กับพันธมิตรอ.ชุมแพ นำไปซื้อจานดาวเทียม ASTV แล้วกว่า 4,000
บาทพร้อมทั้งมีพี่น้องพันธมิตรจากปทุมธานีบริจาคเงินทุนจำนวน 1,800 บาท
โดยเงินทุนดังกล่าวพันธมิตรฯอ.ชุมแพ จะใช้เป็นทุนในการซื้อจานดาวเทียม
ASTV ต่อไป

ทั้งนี้ หากพี่น้องพันธมิตรฯสนใจสนับสนุนกิจกรรมของพี่น้องพันธมิตรฯ
อ.ชุมแพ ต่อการสร้างปัญญาสานต่อการเมืองใหม่ในพื้นที่การเมืองเก่าให้เป็นรูปธรรม
สามารถติดต่อซื้อบัตรเข้าชมมวยการกุศลครั้งนี้ได้ที่ ศูนย์ข่าว ASTV
ผู้จัดการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.ขอนแก่น เลขที่ 1/30-31 หมู่ 12
ถ.ราษฎร์คะนึง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น หรือโทร 0-4323-6837

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน

วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2552

เรียนฟรี 15 ปีไม่ช่วยยอดคนพึ่งโรงจำนำลดลง - ขอนแก่นอัดงบเพิ่มเฉียด 20 ล้าน

ศูนย์ข่าวขอนแก่น - นโยบายเรียนฟรี 15 ปี
ยังช่วยแบ่งเบาภาระผู้ปกครองรายได้น้อยไม่ได้ตามฝันของรัฐบาลมาร์ค
คนจนยังต้องโร่พึ่งโรงรับจำนำเหมือนเคย
เฉพาะโรงตึ๊งเมืองหมอแคนยอดรับจำนำช่วงเปิดเทอมเพิ่มเฉียด 20 ล้านบาท
เหตุเศรษฐกิจตกต่ำ คนตกงานอื้อ
อีกทั้งปีหน้ามีแผนเปิดโรงจำนำเพิ่มอีกแห่งรองรับผู้ใช้บริการที่ขยายตัวต่อ
เนื่อง

นายพิชยเดช เพ็ชรภักดี ผู้จัดการสถานธนานุบาลเทศบาลนครขอนแก่น
กล่าวถึงผลการรับจำนำ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ถึง 30 พฤษภาคม 2552
ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงของการเปิดภาคการศึกษา ปี 2552 ว่า
สถานธนานุบาลเทศบาลนครขอนแก่น มีผู้มาใช้บริการรวมแล้วจำนวน 9,857 ราย
คิดเป็นยอดเงินรับจำนำ 143,157,400 บาท
เมื่อเปรียบเทียบการให้บริการในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
มีผู้มาใช้บริการ 9,528 ราย เป็นเงินรับจำนำ 124,122,110 บาท
นั่นเท่ากับว่าในปีนี้ให้บริการมากกว่าปีที่แล้ว 329 ราย คิดเป็นร้อยละ
3.34 โดยคิดเป็นจำนวนเงินถึง 19,035,290 บาท คิดเป็นร้อยละ 13.20

โดยยอดผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้นนั้น
เป็นเพราะสภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในช่วงขาลง
ซ้ำยังมีการเลิกจ้างงานของสถานประกอบการจำนวนไม่น้อย
ซึ่งแม้รัฐบาลจะมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี
เพื่อช่วยเหลือแบ่งเบาภาระรายจ่ายให้แก่ผู้ปกครอง
แต่เงินอุดหนุนก็ยังไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายจริงของผู้ปกครอง

นายพิชยเดชระบุว่า ในแต่ละปีนอกจากช่วงโรงเรียนเปิดเทอมแล้ว
ยังมีช่วงเข้าพรรษาที่ประชาชนเข้ามาใช้บริการโรงรับจำนำมากที่สุดในรอบปี
เพราะเป็นช่วงที่เกษตรกรลงนา
ซึ่งทางสถานธนานุบาลเองก็ได้เตรียมเงินสำรองเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับ
ประชาชน หากดูจากจำนวนผู้ที่เข้ามาใช้บริการนั้นยังเท่าเดิม
แต่ที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นเพราะในช่วงที่ผ่านมา
ผู้ที่เคยเข้ามาใช้บริการจำนำทองคำได้ไถ่ถอนเพื่อนำไปขาย
เนื่องจากราคาทองคำสูงมาก

ปัจจุบัน
สินค้าหรือข้าวของเครื่องใช้ที่รับจำนำและจัดเก็บไว้รอให้มาไถ่ถอนตามสัญญา
อยู่ในโรงรับจำนำแห่งนี้มูลค่ามากกว่า 100 ล้านบาท
นอกจากนี้เทศบาลนครขอนแก่นยังได้เตรียมเงินไว้รองรับประชาชนที่เข้ามาใช้
บริการเพิ่ม อีกปีละ 30 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม นายพิชยเดิช กล่าวว่า ภายในปี 2553
สถานธนานุบาลเทศบาลนครขอนแก่น จะเปิดให้บริการเพิ่มอีกแห่งหนึ่ง
บริเวณฝั่งตรงข้าม สถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น
โดยสถานธนานุบาลแห่งใหม่นี้จะมีเอกลักษณ์ โดดเด่น ทันสมัย และสะดวก
ต้องการตอกย้ำให้ประชาชนผู้ใช้บริการ ได้ปรับเปลี่ยนทัศนคติใหม่
มองว่าการใช้บริการของสถานธนานุบาลนั้นไม่ใช่เรื่องน่าอาย
ไม่ต่างไปจากการใช้บริการสินเชื่อของสถาบันการเงินทั่วไป
สามารถใช้เป็นช่องทางแก้ปัญหาการเงินเฉพาะหน้าในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก

ธปท.จับมือ บสย.เดินสายจัดงาน "ตลาดนัดเงินกู้" กระตุ้น SMEs อีสานเข้าถึงแหล่งเงินกู้ฟื้นเศรษฐกิจ

ศูนย์ข่าวขอนแก่น- บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จับมือ
ธปท.อีสาน นำร่องจัดกิจกรรมเดินสายประชาสัมพันธ์จัดงาน "ตลาดนัดเงินกู้
กู้อย่างไรให้ได้เงิน" ตามโครงการ Portfolio Guarantee Scheme
ที่รัฐสนับสนุน หวังสร้างโอกาส SMEs อีสานให้เข้าถึงแหล่งเงินกู้
ด้านผู้บริหาร บสย.มั่นใจผู้ประกอบการ SMEs อีสานเข้าร่วมกิจกรรมคึกคัก
คาด มีผู้ใช้บริการค้ำประกันสินเชื่อกว่า 2,000 ราย
พร้อมรุกคืบจัดกิจกรรมสู่ภูมิภาคอื่น เชื่อ
เป็นกลไกสำคัญฟื้นฟูเศรษฐกิจภาคอีสานและประเทศไทยให้กระเตื้อง

วันนี้ (8 มิ.ย.) ธนาคารแห่งประเทศไทย
สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ธปท.สภอ.) ร่วมกับ
บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จัดกิจกรรมแถลงข่าวเรื่อง
"การเดินสายจัดประชุมชี้แจงโครงการค้ำประกันสินเชื่อธุรกิจ SMEs" โดยมี
นายสมชาย เสตกรณุกูล ผู้อำนวยการอาวุโส ธปท.สภ.อ.พร้อมด้วยผู้บริหาร
บสย.ร่วมให้ข้อมูลการจัดกิจกรรมดังกล่าว ณ ห้องประชุม 301
ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อำเภอเมือง
จังหวัดขอนแก่น

นายสมชาย เสตกรณุกูล ผู้อำนวยการ ธปท.สภ.อ.เปิดเผยว่า
ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ธปท.สภ.อ.) ร่วมกับ
บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เดินสายจัดงาน
"ตลาดนัดเงินกู้ กู้อย่างไรให้ได้เงิน"
เพื่อพบปะทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการ SMEs ในการขอสินเชื่อโดยมี
บสย.ค้ำประกันตามโครงการ Portfolio Guarantee Scheme
ในวงเงินค้ำประกันรวม 30,000 ล้านบาท ที่ภาครัฐให้การสนับสนุน

การให้บริการค้ำประกันสินเชื่อของ
บสย.จะช่วยลดความเสี่ยงให้กับสถาบันการเงิน
ขณะที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)
ซึ่งมีสัดส่วนผู้ประกอบการมากกว่า 80% ของผู้ประกอบการทั้งหมดในภาคอีสาน
มีโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินกู้มากขึ้น
อันเป็นกลไกสำคัญต่อการกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศ

จุดสำคัญ ต้องการสื่อสารให้ผู้ประกอบการ SMEs ในภาคอีสาน
ได้รับทราบ และเข้าถึงบริการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย.
โดยธปท.สภอ.และบสย. จะร่วมกันเดินสายจัดงาน "ตลาดนัดเงินกู้
กู้อย่างไรให้ได้เงิน" รวม 9 แห่งครอบคลุมพื้นที่ 19 จังหวัดภาคอีสาน
ระหว่างวันที่ 10-26 มิถุนายน 2552 เริ่มขึ้นที่จังหวัดสกลนครในวันที่ 10
มิถุนายนนี้ ที่โรงแรมเอ็มเจ, 11 มิ.ย.จัดที่โรงแรมเลยพาเลซ จ.เลย, 12
มิ.ย.ที่โรงแรมบ้านเชียง จ.อุดรธานี, 16
มิ.ย.ที่โรงแรมสยามริเวอร์รีสอร์ท จ.ชัยภูมิ,

17 มิ.ย. ที่โรงแรมสีมาธานี จ.นครราชสีมา, 18
มิ.ย.ที่โรงแรมสุรินทร์ มาเจสติก จ.สุรินทร์ 24
มิ.ย.ที่โรงแรมสุนีย์แกรนด์โฮเต็ล จ.อุบลราชธานี, 25
มิ.ย.ที่โรงแรมเพชรรัชต์การ์เด้น จ.ร้อยเอ็ด และสุดท้ายวันที่ 26 มิ.ย.ณ
สถานสวัสดิการสงเคราะห์ ธนาคารแห่งประเทศไทย
สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ริมบึงแก่นนคร อ.เมือง จ.ขอนแก่

นายสมชาย กล่าวต่อว่า รูป แบบการจัดงาน เป็นการจัดตลาดนัดเงินกู้
เชิญสถาบันการเงินต่างๆ มาร่วมออกบูธ รวมทั้งมีการเสวนาให้ความรู้
เพื่อชี้แจงแนะแนวทางให้ได้รับอนุมัติเงินกู้
โดยผู้ประกอบการสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ธนาคารภายในงานได้ทันที
ทั้งมีการออกบูธให้คำปรึกษาแนะนำการขอกู้เงินจากธนาคารต่างๆ เป็นรายบุคคล
โดยธนาคารพาณิชย์พร้อมที่จะรับคำขอกู้เงินจากผู้ประกอบการ SMEs ภายในงาน
และให้คำตอบเบื้องต้นภายในงาน

ด้าน นายทวีศักดิ์ ฟุ้งเกียรติเจริญ ที่ปรึกษา
บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)
การให้บริการค้ำประกันสินเชื่อเงินกู้ของ
บสย.จะสร้างความมั่นใจให้กับธนาคารพาณิชย์
กล้าปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการ SMEs
ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปัจจุบัน โดยเฉพาะโครงการนี้
จะทำให้ผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงสภาพคล่องผ่านกลไกค้ำประกันเงินกู้ของ
บสย.โดยรัฐสนับสนุนอุดหนุนเงินชดเชยในวงเงินเสียหายให้กับ บสย. 2,000
ล้านบาท

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว เปิดกว้างให้กับ SMEs ทุกธุรกิจ
และประโยชน์ที่ผู้ประกอบการจะได้รับจากการใช้บริการ
บสย.จะส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจ เนื่องจากจะช่วยชะลอการปิดกิจการ SMEs
ลดปัญหาการเลิกจ้างงาน และส่งผลให้เกิดการจ้างงานในอนาคต

การจัดงานเดินสาย โครงการค้ำประกันสินเชื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs
ของ บสย.เบื้องต้นกิจกรรมที่จัดขึ้นใน 9 จังหวัดครอบคลุมพื้นที่ 19
จังหวัดภาคอีสานครั้งนี้ เชื่อมั่นว่า จะได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการ
SMEs เข้าร่วมกิจกรรมกันอย่างคึกคัก และคาดว่า จะมีผู้ประกอบการ SMEs
มาใช้บริการค้ำประกันสินเชื่อกว่า 2,000 คน
และจะมีการประเมินผลการจัดงานในภาคอีสาน

หาก ผลการจัดงานเป็นที่น่าพอใจ
สามารถกระตุ้นการใช้บริการในโครงการ Portfolio Guarantee Scheme มากขึ้น
และสามารถขยายปริมาณสินเชื่อตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการ SMEs ได้
ทาง บสย.จะดำเนินการจัดในภูมิภาคอื่น เช่น ภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคกลาง
ต่อไป

วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2552

สสจ.ขอนแก่นคุมเข้มไวรัส3โรคเตือนปชช.รักษาสุขภาพ

from MOPH-ข่าวภูมิภาค by เว็บไซต์สำนักข่าวเนชั่น
นาย คิมหันต์ ยงรัตนกิจ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า
จากสถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ชนิดเอ เอช 1
เอ็น 1 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่นได้สั่งการและกำชับให้หน่วยงานบริการสาธารณ
สุขในสังกัดทุกแห่ง
มีมาตรฐานการคัดกรองผู้ป่วยที่มีอาการเข้าข่ายน่าสงสัย จัดห้องแยกโรค
เตรียมเวชภัณฑ์ยาอย่างเพียงพอ และเพิ่มมาตรการการเฝ้าระวังในพื้นที่
เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดโรคติดต่อทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อไวรัส 3
โรค ได้แก่ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ไข้หวัดนก
และไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ซึ่งจะแพร่ระบาดมากในฤดูฝน
ดังนั้นเพื่อตัดโอกาสเชื้อผสมข้ามสายพันธุ์ จะใช้หลายมาตรการพร้อมๆ กัน
อาทิ ปลูกฝังพฤติกรรมประชาชนให้ล้างมือบ่อยๆ กินอาหารร้อน ใช้ช้อนกลาง
สวมหน้ากากอนามัยเมื่อเป็นหวัด การแยกผู้ป่วย การรักษาพยาบาล
ตลอดจนการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่
รวมทั้งการส่งเสริมการมีสุขภาพดีของประชาชน ได้แก่
การส่งเสริมการออกกำลังกาย การกินอาหารครบ 5 หมู่ ส่งเสริมการกินผัก
ผลไม้สด เพิ่มภูมิต้านทานโรค รณรงค์ให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็ก
ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว มีการดูแลสุขภาพ
รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ ไม่ตากฝนหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีอากาศแออัด
หรือการสัมผัสสัตว์ปีกที่ป่วยตาย

วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ข้าว ASTVที่ขอนแก่นขายดี เดือนเศษยอดกว่า 5,000 กก.

ศูนย์ ข่าวขอนแก่น ร้านค้าหลายแห่งในขอนแก่น ปลื้มข้าว ASTV
ขายดีกระแสแรงไม่หยุด ร้านอาหารบางแห่งใช้ข้าว ASTV เสิร์ฟในร้าน วางขาย
1 เดือนเศษ ยอดขายทะลุ กว่า 5,000 กิโลกรัม เชื่อคนแห่ซื้อมากขึ้นเรื่อยๆ
เพราะประทับใจเอเอสทีวี ที่แม้จะมีพันธมิตรฯทั่วประเทศ
ช่วยบริจาคทุกเดือน แต่ยังตั้งใจทำสินค้าอย่างข้าวมาขาย
เพื่อให้พี่น้องพันธมิตรฯ ได้บริโภคข้าวมีคุณภาพและช่วยเหลือเกษตรกรด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่จังหวัดขอนแก่น ข้าวสาร ASTV
มีวางจำหน่ายหลายแห่ง และมียอดขายดีมาก โดย นางคูณ เอื้ออำนวยรัตน์ หรือ
เจ๊คูณ เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวหมูฮั้งเพ้ง ตั้งอยู่ถนนศรีจันทร์ ทางไป
จ.กาฬสินธุ์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น เปิดเผยกับทีมข่าว
ASTVผู้จัดการรายวัน ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มด้วยความปลื้มใจว่า ข้าวสาร ASTV
ที่ตนนำมาวางขายหน้าร้าน
พร้อมกับกระจายไปวางขายร้านค้าในเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ขอนแก่น อีกหลายร้าน ขายดีอย่างมาก โดยร้านตนอยู่ติดถนนใหญ่
เป็นเส้นทางผ่านหลายจังหวัด มีพันธมิตรฯทั้งในขอนแก่น และที่มาจาก
อ.เชียงยืน มหาสารคาม และพันธมิตรฯ กาฬสินธุ์ แวะมาซื้อข้าวเป็นประจำ
ทำให้ต้องสั่งข้าวเพิ่มทุกสัปดาห์

"จากที่เริ่มขายช่วงกลางเดือนเมษายน เป็นต้นมา
จนถึงปลายเดือนพฤษภาคม ต้องสั่งข้าวเพิ่มทุกสัปดาห์ โดยสั่งครั้งละ 17
กระสอบ แต่ละกระสอบบรรจุข้าวขนาด 5 กิโลกรัม กระสอบละ 10 ถุง รวม 850
กิโลกรัม ส่วนสาเหตุที่ไม่สั่งทีเดียวจำนวนมากเพื่อมาสำรองขาย
เนื่องจากต้องการให้พันธมิตรฯได้บริโภคข้าวที่ใหม่เสมอ
และป้องกันปัญหามอดเจาะ ทำถุงข้าวเสียหาย
ซึ่งรวมตั้งแต่สั่งข้าวมาขายราวเดือนเศษๆ สามารถขายข้าวไปแล้ว กว่า 5,000
กิโลกรัม"

นอกจากนี้ ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวฮั้งเพ้งขอนแก่น
และร้านอาหารตามสั่งของพันธมิตรฯบางร้าน ยังใช้ข้าว ASTV
หุงเสิร์ฟลูกค้าด้วย โดยได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากลูกค้าว่า ข้าวอร่อย
จึงอยากให้ร้านอาหารอื่นๆ ใช้ข้าว ASTV เช่นเดียวกัน
แม้จะมีราคาสูงกว่าข้าวสารทั่วไป แต่ลูกค้าได้รับประทานข้าวคุณภาพดี
และได้ช่วย ASTV ด้วย


นางทัศนียา ร้านสินเอเชีย เปรยขายสินค้าประเภทอื่นมาตลอด
แต่ภูมิใจขายข้าวครั้งแรกกระแสตอบรับดี ย้ำASTV ตัดสินใจถูกที่ทำ
ส่วนที่ร้านสินเอเชีย ถ.ชวนชื่น ตัดถนนหน้าเมือง ใกล้ตลาดสดเทศบาล
นางทัศนียา เด่นศิริอักษร เจ้าของร้านบอกว่า ตัดสินใจนำข้าว ASTV มาขาย
ทั้งที่ร้านของตนขายสินค้าคนละประเภท แต่อยากช่วย ASTV ไม่ให้จอดำ

ทุกร้านที่นำมาขาย ต่างมีจุดยืนเดียวกัน คือ ไม่ได้ขายเอากำไร
แต่ขายราคาทุน เพื่อช่วยกระจายข้าว ASTV สู่พันธมิตรฯ ให้ได้มากที่สุด
และจากกระแสข้าว ASTV ที่ยังแรงขายดีต่อเนื่อง
ตนเชื่อมั่นว่าเป็นเพราะข้าวคุณภาพดีจริง และพี่น้องพันธมิตรฯอยากขอบคุณ
ASTV

"เชื่อว่า พันธมิตรฯ ภูมิใจที่ได้ช่วยASTV ซึ่งเป็นทีวีของประชาชน
โดยที่ ASTV เองแม้จะรู้ว่าทุกคนต่างพร้อมใจสมัคร SMS ข่าว ASTV ทุกเดือน
และโอนเงินไปช่วยกันทุกเดือนจะมากบ้างน้อยบ้างตามกำลังของแต่ละคน แต่
ASTV ก็ไม่ได้อยู่เฉย ยังตั้งใจผลิตสินค้าอย่างข้าวสารออกมาจำหน่าย
เพื่อตอบแทนน้ำใจของพันธมิตรฯ จึงทำให้ทุกคนมีความสุขพันธมิตรฯ ได้ช่วย
ASTV เพราะทุกคนต้องการให้ ASTV อยู่กับประชาชนตลอดไป
แล้วยังได้บริโภคข้าวมีคุณภาพพร้อมกับช่วยเกษตรกรไทย
นับว่าเป็นเรื่องที่ดีมากในสังคมไทยของเรา" นางทัศนียา กล่าว

นอกจากนี้ ที่จังหวัดขอนแก่น ยังมี ข้าว ASTV จำหน่ายอีกหลายแห่ง
โดยในบริเวณใกล้กัน ได้แก่ ร้านน้อย ซาลอน, ร้านแหลมทองค้าข้าว
อยู่บริเวณสามแยกถนนหน้าเมืองตัดกับถนนชวนชื่น และยังมีร้านเคี้ยง
ซูเปอร์มาร์เก็ต และ ร้านชิดชล เนื้อย่างเกาหลี ซอยบาดาล
ใกล้มหาวิทยาลัยขอนแก่น ส่วนที่อำเภอชุมแพ มีจำหน่ายที่ร้านขายยามีดี
ในตลาดราชพัสดุ อ.ชุมแพ

วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2552

โชวห่วยขอนแก่นปีวัวดุอยู่ลำบาก เทสโก้รุกขยายสาขา-เซ็นทรัลเปิดแน่ปลายปี

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 31 พฤษภาคม 2552 09:25 น.

นายนริศ จรรยานิทัศน์ ผู้ประกอบการค้าปลีกจากอ.บ้านไผ่
ในฐานะเลขาธิการชมรมผู้ค้าปลีกและผู้ประกอบอาชีพอิสระจังหวัดขอนแก่น
ศูนย์ข่าวขอนแก่น - ห่วง ธุรกิจโชวห่วยปีวัวดุลำบาก เหตุ "โลตัส"
ยักษ์ค้าปลีกต่างชาติ ไม่หยุดขยายสาขา อาศัยช่วงสุญญากาศไร้พ.ร.บ.ค้าปลีก
เล็งผุด "โลตัส เอ็กซเพรส" ตามชุมชนใหญ่ทุกอำเภอ
ลักษณะเดียวกับร้านสะดวกซื้อ 7-11 งัดกลยุทธ์ดัมป์ราคาดึงลูกค้า
เชื่อกระทบโชวห่วยขอนแก่นหนัก จับตากลุ่มซีพีเอ็นเปิด "เซ็นทรัลพลาซา
ขอนแก่น" เปิดแน่ปลายปี อาจกระทบทุนท้องถิ่นรายย่อยซ้ำ
ยกขนาดธุรกิจและสไตล์ธุรกิจโมเดิร์นเทรด ดึงคนทั้งจังหวัดเข้าห้าง


สถานการณ์ธุรกิจค้าปลีกรายย่อย หรือร้านโชวห่วย
ระยะที่ผ่านมาเป็นที่ทราบดี ถูกผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่
รุกขยายสาขาออกสู่ต่างจังหวัดและระดับอำเภอทั่วประเทศ
อาศัยศักยภาพทุนที่เหนือ ความได้เปรียบในการบริหารจัดการ
สามารถแชร์ส่วนแบ่งตลาดจากทุนท้องถิ่น จนทำให้ค้าปลีกรูปแบบเดิม
ไม่สามารถแข่งขันได้ กิจการค้าปลีกรายย่อยในหลายจังหวัด
ต้องล้มเลิกกิจการในที่สุด

การต่อสู้ของกิจการค้าปลีกรายย่อยที่ผ่านมา
มีการเรียกร้องให้รัฐบาลออกพ.ร.บ.ค้าปลีก หรือกฎหมายค้าปลีก
ออกมากำกับดูแลการค้าปลีกให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ค้าทุกกลุ่ม
แต่กฎหมายดังกล่าวก็ยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรมเสียที
เบื้องต้นการตั้งรับกิจการค้าปลีกรายใหญ่ ไม่ให้ขยายสาขามากเกินไป
ด้วยการใช้กฎหมายผังเมืองในแต่ละพื้นที่
ควบคุมขนาดธุรกิจค้าปลีกในเขตเมืองเอาไว้

นายนริศ จรรยานิทัศน์ ผู้ประกอบการค้าปลีกจากอ.บ้านไผ่
ในฐานะเลขาธิการชมรมผู้ค้าปลีกและผู้ประกอบอาชีพอิสระจังหวัดขอนแก่น
เปิดเผยว่า ธุรกิจค้าปลีกรายย่อย หรือร้านโชวห่วย ยังอยู่ในช่วงลำบาก
การรุกขยายสาขาของทุนค้าปลีกรายใหญ่ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
นอกเหนือจากขยายสาขาระดับจังหวัดแล้ว กำลังจะรุกขยายสาขาไปยังระดับอำเภอ
หรือแม้กระทั่งชุมชนใหญ่ที่มีศักยภาพ ล้วนเป็นพื้นที่เป้าหมายทั้งสิ้น

การรุกขยายสาขาของเทสโก้ โลตัส
ยังคงนโยบายขยายสาขาหลายรูปแบบไม่สิ้นสุด
นอกจากสาขาหลักครอบคลุมแทบทุกจังหวัดแล้ว เทสโก้ โลตัส
ทุนค้าปลีกต่างชาติ เมื่อถูกต่อต้านจากท้องถิ่น
ได้ปรับกลยุทธ์และรูปแบบธุรกิจ
ให้สอดคล้องกับกฎหมายผังเมืองที่ควบคุมการเปิดห้างค้าปลีกขนาดใหญ่เอาไว้
โดยปรับขนาดธุรกิจให้มีพื้นที่ขายเล็กลง ไม่ขัดต่อกฎหมายผังเมือง เช่น
ตลาดโลตัส โลตัสเอ็กซเพรส

"โดยเฉพาะการเปิดโลตัส เอ็กซเพรส มีพื้นที่ขายไม่เกิน 300
ตารางเมตร เป็นอีกธุรกิจของเทสโก้ โลตัส ที่จะเปิดสาขาตามย่านชุมชนใหญ่
ของอำเภอเมืองขอนแก่น และในทุกอำเภอของ จ.ขอนแก่น
ลักษณะเดียวกับร้านสะดวกซื้อ 7-11 ที่มีสาขาจำนวนมาก
ไม่จำกัดว่าอำเภอเดียวจะต้องมีแค่ 1 สาขา เชื่อว่าการเปิด โลตัส
เอ็กซเพรส ในอำเภอที่มีศักยภาพในด้านกำลังซื้อ ขนาดตลาด อาจมีสาขามากกว่า
1 แห่ง"นายนริศ กล่าวและว่า

โครงการอุดหนุนร้าน ค้าใกล้บ้าน หนึ่งในโครงการที่กลุ่มปัญจมิตร
กระตุ้นจิตสำนึกให้คนท้องถิ่นช่วยกันอุดหนุนร้านโชวห่วยใกล้บ้าน
ช่วยเหลือร้านโชวห่วยที่ต้องรับมือการแข่งขันกับห้างค้าปลีกขนาดใหญ่

ที่ผ่านมาการเปิดร้านสะดวกซื้อ 7-11 แม้จะมีสาขาจำนวนมาก
แต่การดำเนินงานของร้าน 7-11
ไม่กระทบผู้ประกอบการค้าปลีกในท้องถิ่นมากนัก เนื่องจาก
ราคาสินค้าที่จำหน่ายในร้าน 7-11
อยู่ในระดับเดียวกับร้านโชวห่วยในพื้นที่เดียวกัน
แต่นโยบายธุรกิจของเทสโก้ โลตัส
มุ่งดัมป์ราคาเป็นจุดขายเพื่อแชร์ส่วนแบ่งตลาด การเปิดสาขาของเทสโก้
โลตัส จึงมีผลกระทบและทำลายผู้ประกอบการค้าปลีกท้องถิ่นมาก

เป็นที่ทราบดีว่า
สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายค้าปลีกออกมาควบคุมการแข่งขันในธุรกิจค้า
ปลีกทั้งประเทศ ให้เกิดความเป็นธรรม
แม้ว่าจะมีการเรียกร้องผ่านมาหลายรัฐบาลแล้วก็ตาม แต่กฎหมายค้าปลีกของไทย
ก็ถูกคัดค้านและถ่วงเวลามาเป็นเวลานาน ทำให้ผู้ประกอบการค้าปลีกรายย่อย
ซึ่งมีศักยภาพการแข่งขันต่ำ ไม่สามารถแข่งขันกับทุนค้าปลีกรายใหญ่
กระทั่งกิจการโชวห่วยในต่างจังหวัดต้องล้มเลิกกิจการไปเป็นจำนวนมาก

ล่าสุด ห้างเทสโก้ โลตัส กำลังจะเปิดโลตัสเอ็กซเพรส
บริเวณชุมชนตลาดหนองใหญ่ ในเขตเทศบาลนครขอนแก่น
ทั้งที่มีสาขาหลักเต็มรูปแบบบนถนนมิตรภาพ และตลาดสดเทสโก้โลตัส
ภายในห้างสรรพสินค้าแฟรี่พลาซ่าอยู่แล้ว โลตัสเอ็กซเพรสที่ชุมชนหนองใหญ่
จะเป็นสาขาแห่งที่ 3 ในเขตอำเภอเมืองขอนแก่น และที่ผ่านมา
มีพ่อค้าแม่ค้าในตลาดใหญ่ออกมาคัดค้านการเปิดสาขาของโลตัสเอ็กซเพรส

ทั้งนี้ ด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจที่กำลังอยู่ในภาวะชะลอตัว
เมื่อห้างเทสโก้โลตัส ไม่หยุดขยายสาขา
จะทำให้ร้านโชวห่วยที่มีร้านค้าอยู่ในบริเวณชุมชนเดียวกันต้องได้รับผลกระทบ
แน่นอน เพราะรูปแบบธุรกิจทันสมัย และขายสินค้าในราคาต่ำกว่า
กอปรกับภาวะเศรษฐกิจไม่ดี
จะทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่เลือกซื้อสินค้าในห้างใหญ่มากกว่าร้านโชวห่วย
ซึ่งอาจทำให้ร้านโชวห่วยต้องปิดกิจการลงได้

นอกจากนี้
ที่จังหวัดขอนแก่นมีโครงการก่อสร้างห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่
ของกลุ่มซีพีเอ็น กำหนดเปิดปลายปีนี้ แม้ว่าผู้บริหารของกลุ่มเซ็นทรัล
จะให้คำยืนยันว่า
มีนโยบายเป็นมิตรกับโชวห่วยและร้านค้าย่อยในจังหวัดขอนแก่น
จะไม่ใช้นโยบายด้านราคาดึงผู้บริโภคเข้าห้าง
และมีนโยบายทำตลาดกับกลุ่มลูกค้าระดับบนในจังหวัดขอนแก่นและหลายจังหวัดใน
พื้นที่ภาคอีสานนั้น

แต่ด้วยขนาดธุรกิจเป็นห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ใช้เงินลงทุนกว่า 4
พันล้านบาท มีพื้นที่ขายสินค้ากว่า 250,000 ตารางเมตร
อาจจะส่งผลกระทบกับร้านโชวห่วยทางอ้อม เพราะเป็นห้างขนาดใหญ่
จะดึงดูดประชากรส่วนใหญ่ของจังหวัดขอนแก่นเข้าไปจับจ่ายภายในห้างแน่นอน
ลักษณะเดียวกับที่ชาว จ.นครราชสีมาและจ.ใกล้เคียง
เข้าไปเดินซื้อสินค้าภายในห้างเดอะมอลล์ นครราชสีมา

หลักของการทำธุรกิจ
นโยบายหลักของทุกบริษัทต้องการผลตอบแทนหรือกำไรทั้งสิ้น
ซึ่งต้องจับตาแผนการทำตลาดของห้างเซ็นทรัลพลาซาขอนแก่น
อย่างชัดเจนอีกครั้ง และดูถึงกระแสตอบรับ
อัตราการขยายตัวทางด้านยอดขายของเซ็นทรัลพลาซาขอนแก่น
เมื่อเปิดดำเนินงานไปได้ระยะหนึ่งแล้ว